
หกโมงกว่าๆ ตอนเช้า ถ่ายจากชั้นเจ็ดโรงแรมที่พัก
บริเวณตลาดถนนเก่า ๓๖ สาย
ที่นักท่องเที่ยวชวนกันไปซื้อของนั้น
เป็นแหล่งชุมชมดั้งเดิมของฮานอย
หรือเรียกว่าเมืองเก่านั่นเอง
ทำให้ละแวกนี้มีถนนแคบ
มีวงเวียนเล็กๆ แบบสมัยก่อน
อยู่ติดสระน้ำใหญ่ที่ชื่อว่า สระคืนดาบ
โรงละครเก่าแก่
ที่เราไปดูการแสดง หุ่นน้ำ (Water Puppet)
ก็ตั้งอยู่แถวนี้ . . . เห็นแล้วนึกถึงเฉลิมกรุง

หลังจากย่ำตลาดถนนเก่า ๓๖ สายมาได้พักใหญ่
ขาช็อปทั้งหลายก็มีอันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน
ผมรีบชะแว๊บมาแวะพักที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง
ที่เขาเคย Recommend ไว้ว่าบรรยากาศดี
ผมเลียบเคียงดูไว้ตั้งแต่แรก
ค่อนข้างจะเห็นด้วย
เพราะฝรั่งนักท่องเที่ยวชอบไปนั่ง
จิบกาแฟ นั่งคุยกัน มองวิวไปเรื่อยๆ
ผมเลยเอามั่ง
ทีเด็ดของร้านนี้คือโลเคชั่น
อยู่หัวมุมติดถนนตรงวงเวียนพอดี
และมีระเบียงโล่งบนชั้นสองให้นั่งสัมผัสบรรยากาศ
เข้าใจจัดร้านดีแฮะ
ผมมาอยู่ใต้ระเบียงนั่นแล้ว
แต่หาทางเข้าร้านไม่เจอ เอ๊ะ!! อะไรกันเนี่ย
หลังจากหาโฟกัสใหม่จึงพบว่า
ร้านนี้ไม่มีชั้นล่างฮะ อ้าวว
มีแต่ป้ายบอกให้ขึ้นบันไดไปหา Coffee
แล้วผมก็ออกมาเลือกมุมสงบริมระเบียง
สั่งกาแฟฝรั่งมาหนึ่งถ้วย
เห็นมีแต่กาแฟฝรั่งคงเพราะฝรั่งมานั่งเยอะ

บรรยากาศดีจริงๆ ครับ
ยามเย็นหลังกลับจากช็อปปิ้งรอเวลารวมพล
นั่งพักจิบกาแฟ น้ำเย็นๆ ปล่อยร่างกาย
คลายอารมณ์ ชมวิวทิวทัศน์ไปรอบๆ
เป็นการพักผ่อนเงียบๆ อีกแบบ
ด้านหน้าผมเป็นวงเวียน
มองเห็นรถราและผู้คนอยู่ข้างล่าง
ด้านซ้ายมือคือสระคืนดาบ
ด้านขวาเป็นตลาดถนนเก่า ๓๖ สาย
ออกมานั่งตรงนี้ได้เห็นทั้งสามด้าน

ที่นี่ ฮานอย
สมัยสงครามหลายสิบปีก่อนโน้น
เมื่อเวียตนามยังเป็นสมรภูมิรบ
มีเครื่องบินอเมริกันมาทิ้งระเบิด
แถมด้วยฝนเหลืองหรือสารเคมีพิษ
เพื่อทำลายเกษตรกรรมของคนเวียตนาม
ให้อ่อนล้าเรื่องปากท้อง
ผมเคยดูทีวีพบว่า
อเมริกาทิ้งบอมบ์ในสงครามเวียตนาม
มากกว่าระเบิดที่ทิ้งกันตอนสงครามโลกครั้งที่สองซะอีก
ไกด์ชาวเวียตนามเล่าให้ผมฟังว่า
เวียตนามก็ยิงเครื่องบินอเมริกาตกเยอะ
ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีจรวดของรัสเซีย แต่ชื่อแซม
เป็น Missile สำหรับต่อสู้อากาศยาน
ที่ทำให้นักบินอเมริกันโดนสอยร่วงลงมาไม่น้อย
สงสัยเวลายิงจะได้เรียกหาเครื่องของลุงแซม
ที่เขาภูมิใจมากเห็นจะเป็นเจ้าป้อมบินยักษ์ B-52
เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเวลานั้น
เค้าบอกสามารถยิง B-52 ให้ร่วงได้
และปรากฏว่าเครื่องตกลงบริเวณสระคืนดาบนี่เอง

เช็คบิล ผมออกเสียงพร้อมท่าทางประกอบ
พนักงานขายรีบออกมาบริการ
กาแฟร้อนถ้วยนั้นราคาประมาณห้าสิบบาทไทย
ผมหยิบธนบัตรไทย ๑๐๐ บาทหนึ่งใบส่งให้
โน่ว เขาสั่นหน้าและบอกว่ารับเป็นยูเอสดอลล่าร์
ผมค้นกระเป๋าตังค์ใหม่
แย่ละซี ในกระเป๋ามีแบ๊งค์เวียตนาม ๑๐,๐๐๐ ดุงอยู่หนึ่งใบ
คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๒๔-๒๕ บาท
นอกนั้นก็เป็นเงินไทยทั้งสิ้น ทำไงดี
ไม่มีทางอื่น ผมพยายามบอกเขาว่า
ผมไม่มียูเอสดอลล่าร์เลย มีแต่เงินไทย
และผมต้องรีบไป
เขากลับไปที่แคชเชียร์ด้านในร้านพักนึง
กลับมาก็ยังยืนยันบอกรับแต่ยูเอสดอลล่าร์กับเงินดุ่ง
ผมรีบส่งแบ๊งค์ร้อยไทยให้หนึ่งใบและต่อรอง
พยายามสื่อสารว่าทอนมาให้ผมเป็นเงินอะไรก็ได้
เค้ารับแบ๊งค์จากมือผมหายเข้าไปข้างในอีก
แล้วก็ออกมาสั่นหน้า โน
คราวนี้แคชเชียร์สาวตามออกมาอีกคน
ถามผมว่ามีบัตรเครดิตไหม พวกวีซ่าการ์ด
ผมค้นกระเป๋าอีกครั้ง
โล่งอกไปที ผมเอาบัตรเครดิตติดมาด้วย
ทุกอย่างจึงเรียบร้อยโรงเรียนกาแฟไปได้
แต่ก็ทำให้ผมเสียเวลาไปไม่น้อย

ผมรีบจ้ำอ้าวไปจุดนัดพบ
ฮ่า ผมก็ยังไปถึงเป็นคนแรกๆ
(เพราะผมไม่ค่อยได้ซื้อของนี่ครับ)
แล้วนึกขำกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา
ผมมาเที่ยวที่นี่แลกเงินดุ่งเวียตนามไว้นิดหน่อย
ส่วนใหญ่เป็นแบ๊งค์ย่อยๆ ตั้งใจจะให้เป็นทิป
บริจาคตามวัดที่ไปเที่ยว ให้ขอทานบ้าง
หรือรางวัลแก่พวกเด็กๆ ที่ผมถ่ายรูป
ไม่ได้แลกเงินยูเอสดอลล่าร์ไว้เลย
และผมก็ใช้เงินบาทไทยซื้อของที่ตลาดนี้ได้
เห็นรับทุกเจ้ายังไม่มีรายใดติดขัด
แถมสามารถทอนกลับมาได้
เป็นเงินบาทไทยหรือเงินดุ่งเวียตนามก็มี
แต่ก็ยอมรับว่าร้านกาแฟนี้ลูกค้าฝรั่งมาก
เค้าคงเชื่อใจยูเอสดอลล่าร์มากกว่า ก็ไม่ว่ากัน
ผมรอดตัวมาได้เพราะเครดิตการ์ด
ซึ่งตอนแรกอยู่ที่เมืองไทยก่อนออกเดินทาง
ผมลังเลว่าจะเอาติดตัวไปหรือไม่ดี
ตอนแรกจะไม่เอาไป
เพราะไม่ตั้งใจจะไปซื้อของ
และคิดว่าคงไม่ได้ใช้แน่นอนเพราะไม่อยากรูด
ที่สำคัญคือผมเกรงว่าถ้าบัตรเกิดสูญหาย
ปัญหาจะใหญ่กว่าทำหายที่เมืองไทย
ขนาดหายที่เมืองไทย
เรายังต้องรีบอายัดบัตร ไปแจ้งความที่โรงพัก
ถ้าเกิดมาหายต่างประเทศนี่ เฮอออออ . . .
ไม่อยากคิดเลย
แต่มันก็ติดกระเป๋าผมมาจนได้
ด้วยเหตุผลเดียวจริงๆ คือ เผื่อฉุกเฉิน
และมันเป็นเคสฉุกเฉินจริงๆ

หมายเหตุทิ้งท้าย- วันนี้สภาพอากาศขมุกขมัวฝนโปรย
แบบว่าแทบไม่เจอแสงแดดเลย
edit @ 8 Apr 2008 00:20:26 by rei*
edit @ 8 Apr 2008 01:12:49 by rei*