บูชาพระ

posted on 26 Mar 2011 14:39 by reidiary



                                 กำเนิดนะโม





                       ... เพราะฉะนั้น  ที่เรามาร่วมกันอยู่นี้

              ตั้งแต่ที่เราตั้ง  นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต

              สัมมาสัมพุทธัสสะ
   นั้น


              สมัยพระพุทธองค์เกิดขึ้นมาได้  ๖๐  วัน

              พระพุทธองค์เสด็จอุตตรกุรุประเทศโดยทางอากาศ

              เทวดา  ๔  เขาเรียกว่าจตุมหาราช  พอเห็นเข้าก็อุทานขึ้นว่า

              “นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ” 

              ทั้ง  ๔  องค์   เป็นศรัทธา




                           เทวดา  ๔  องค์นั้นตั้งใจจะสวด

               นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

               นั้นด้วยด้วยผรณาปีติ   จุติเกิดเป็นมนุษย์

               จากมนุษย์บรรลุอรหันต์สำเร็จนิพพาน ...




                       ...  เพราะฉะนั้น   ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

               ทุกคนถ้าจะไหว้พระต้องสวดนะโม  เป็นต้นมา

               เพราะฉะนั้น  คาถานะโมตัสสะ  ทุกคนจะสวดมนต์ไหวัพระ

               ต้องตั้งนะโมก่อน ...





หนึ่งในคติธรรมคำสอนของ     หลวงพ่ออุตตมะ

วัดวังก์วิเวการาม     อ.สังขละบุรี     จังหวัดกาญจนบุรี



ชาติกาล          ๖  มีนาคม    พ.ศ. ๒๔๔๒

ชาติภูมิ             หมู่บ้านโมกกะเนียง    ต.เกลาสะ
                        อ. เย     จังหวัดมะละแหม่ง     เมียนมาร์ (พม่า)

บรรพชา           เป็นสามเณรตั้งแต่ยังเด็ก

อุปสมบท         เมื่ออายุครบ  ๒๐  ปี










                   เกิดเป็นคนอย่าจนซึ่งน้ำใจ




            เมื่อมีน้ำใจแม้ไม่มีทรัพย์   ก็ประเสริฐยิ่งกว่ามีทรัพย์

เช่น   การช่วยเหลือผู้ที่ควรช่วยเหลือ   ก็จะได้รับสิ่งตอบแทน

คือการแสดงความขอบคุณความเป็นมิตรเกิดขึ้น




                       ฉะนั้น   พรที่ว่านี้จึงเป็นพรที่อมตะยิ่ง

              ให้ไปพิจารณาเอาเอง   ก็จะรู้เองว่าอะไรเป็นอะไร

               เพราะการอยู่ร่วมโลกเดียวกันนี้

               ต้องมีน้ำใจต่อกันจึงจะอยู่กันได้อย่างสันติ





หนึ่งในคติธรรมคำสอนของ     หลวงปู่โทน   กันตสีโล

วัดบูรพา   บ้านสะพือ    อ.ตระการพืชผล    จังหวัดอุบลราชธานี



ชาติกาล          ๑๔  ธันวาคม    พ.ศ. ๒๔๔๒

ชาติภูมิ            บ้านสะพือ      ต. สะพือ
                      อ.ตระการพืชผล    จังหวัดอุบลราชธานี

บรรพชา           เมื่ออายุได้  ๑๕  ปี

อุปสมบท         เมื่ออายุได้  ๒๑ ปี











                              ร่ำรวยความสุข




            มีพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

“สันตุฏฐี   ปะระมัง   ธะนัง”    ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

            เมื่อพูดถึงคำว่า “สันโดษ”    คำๆ นี้มีคนโจมตีกันว่า

เพราะคำว่า “สันโดษ” จึงทำให้ครอบครัว   ประเทศชาติ  ไม่พัฒนา

คนเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ “ความมอซอ”

ส่วนคำว่า “เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง”    คนก็ไม่เข้าใจว่า

ถ้าเกิดมอซอ  เกียจคร้านแล้ว   จะเกิดทรัพย์ได้อย่างไร





            อันที่จริงก็จะต้องขอทำความเข้าใจกันใหม่ว่า

คำว่า “สันโดษ” นี้หมายถึง “ความยินดีในสิ่งที่ตนเองมี

นั่นแหละเป็นทรัพย์   คืออำนวยความสุขและประโยชน์ให้แก่ตนเอง

นี่เรียกว่า “ความสันโดษ”





                            คราวนี้สิ่งที่เรามี  ก็คือ  สิ่งที่จำเป็น

                ได้แก่   ข้าว   ผ้า   ยา   บ้าน  เรียกว่า “ปัจจัย ๔”

                ปัจจัยทั้ง ๔ ได้แก่  ข้าว   ผ้า   ยา   บ้าน  ถ้าหาไม่มีพอใช้

                นั่นเป็นความเดือดร้อน     เขาเรียกว่า “คนยากจน”

                หาพอใช้ไปวันๆ หนึ่ง  ก็เรียก “ตำข้าวสารกรอกหม้อ”







              ดังนั้น  “ปัจจัย ๔” หาให้มีพอใช้นั้นจึงจะมีความสุข

               แต่บางทีก็ไม่มีความสุขเพราะไม่มีความสันโดษ

                        คือไม่มีความยินดีในสิ่งที่ตัวเองมี





            ดังนั้น  ในจุดต่อมา   ก็คือว่า

“จะต้องมีความพอใจในสิ่งที่มีอยู่ด้วย”

ถ้าปราศจากความพอใจ    ถึงปัจจัย ๔  มีพอใช้

แต่ไม่พอใจในสิ่งที่เรามีก็ไม่มีความสุข

จะเกิดความรังเกียจแล้วก็เกิดความสิ้นเปลือง

เกิดนิสัยประชันขึ้น     เมื่อนิสัยประชันเกิดขึ้น

ความสูญเสียทรัพย์สินก็จะมีมากขึ้น

เช่น   เราจะเห็นได้ว่าบางคนมีเสื้อผ้า  ๒๐-๓๐  ชุด

ในแต่ละคนในหนึ่งบ้าน   แต่ก็ไม่มีความสันโดษ

ยังตะเกียกตะกาย   คิดจะประชันกับบ้านอื่นคนอื่น

อย่างนี้ก็ทำให้สิ้นเปลือง    สิ่งที่มีอยู่แล้วก็ไม่ได้รับความสุข

เงินทองที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยก็เป็นเหตุให้สิ้นเปลือง

อย่างนี้ก็ไม่มีความสุข


                     เพราะฉะนั้น  “ปัจจัย ๔”     เกิดมาเป็นคนแล้ว

              ต้องหาให้มีพอใช้และให้เหลือใช้เตรียมไว้ข้างหน้า

                           และทำความพอใจในสิ่งที่มี





            อย่าประชัน   จงประหยัด

“ประชันวิบัติ    ประหยัดไพบูลย์”


            แต่ว่าถ้าจะประชัน
 

ก็คือมา “ประชันประหยัดกัน”     ทุกคนก็จะเป็นผู้ร่ำรวย

ปัจจัย ๔  ที่มีอยู่แล้วก็จะอำนวยประโยชน์สุขให้ได้







หนึ่งในคติธรรมคำสอนของ     พระพิพิธธรรมสุนทร

วัดสุทัศนเทพวราราม        กรุงเทพมหานคร



ชาติกาล          พ.ศ. ๒๕๐๐

ชาติภูมิ            ต.ชายนา    อ.เสนา    จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บรรพชา           พ.ศ. ๒๕๑๑

อุปสมบท         พ.ศ. ๒๕๒๑

วิทยฐานะ        นักธรรมเอก    เปรียญธรรม  ๕  ประโยค








Comment

Comment:

Tweet

ตัวอย่างที่ดี...มีค่ากว่าคำสอน confused smile Hot!

#1 By บุรุษนิรนาม on 2011-03-26 14:59