reiDiary



" ร้องเพลง ... เพื่อแม่ "

ผู้มีดนตรีการ






เมื่อค่ำคืนของวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2550
มีโอกาสได้มาชมรายการเพื่อผู้มีดนตรีการ "ร้องเพลง ... เพื่อแม่"
ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร

ขอบคุณวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร และผู้ขับร้องทุกท่าน
ที่นำเสียงเพลงอันไพเราะมาขับขานให้ฟังกันเสมอๆ
หลายเพลงเคยได้ฟัง แต่ฟังผ่านๆ ไม่ได้คิดอะไร ... ก็ไม่ค่อยได้อะไร
คืนนั้นตั้งใจมาชม เลยตั้งใจฟัง ... ก็มีโอกาสได้คิด


ขอเอ่ยถึงสองเพลงในคืนนั้น

" MOTHER OF MINE "คุณวาณี จูฑังคะผู้ขับร้อง

" เรียงความเรื่องแม่ " คุณดวงดาว เถาว์หิรัญผู้ขับร้อง

ขอบคุณ ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองศรี คู่นี้ครับ


Artist - Donny Osmond
Album - Various Songs
Lyrics - Mother Of Mine


MOTHER OF MINE

(เนื้อเพลงคำร้องไพเราะมากครับ คงไม่ยากเกินไปที่จะแปล)



Mother of mine you gave to me,
all of my life to do as I please,
I owe everything I have to you,
Mother sweet Mother of mine.


Mother of mine when I was young
you showed me the right way things had to be done,
without your arms where would I be,
Mother sweet Mother of mine.


CHORUS
Mother you gave me happiness,
much more than words can say,
I thank the lord let me breath with you, (& he may bless you)
every night and every day.


Mother of mine now I am grown
and I can walk straight all on my own,
I'd like to give you what you gave to me,
Mother sweet Mother of mine.


REPEAT CHORUS
Mother of mine now I am grown
and I can walk straight all on my own,
I'd like to give you what you gave to me,
Mother sweet Mother of mine.
Mother sweet Mother of mine.


" เรียงความเรื่องแม่ "

เคยฟังเสียงเด็กๆ ร้องกัน ...
เนื้อเพลงคำร้องคงหากันได้ไม่ยาก ในสูจิบัตรก็มีครับ
คุณดวงดาวบอกว่าเป็นเพลงของเด็กกำพร้าแม่

เป็นเสียงเพลงของคนไม่มีแม่
ถ้าคุณเป็นคนมีแม่ ... และวันนี้ท่านยังอยู่
คุณยังมีโอกาสทำอะไรเพื่อท่านครับ




* * *



edit @ 2007/09/05 02:25:36


edit @ 2007/09/05 02:32:22
edit @ 2007/09/05 02:33:55


เรื่อยเปื่อย ... เรื่องเสพย์ติด


ไม่ใช่ยาเสพย์ติดนะครับ
และขอข้ามเรื่องบุหรี่ด้วย

เมื่อเดือนก่อนขึ้นไปเชียงใหม่
ก็ได้ตั้งวงสนทนา(เม๊าท์)กับเพื่อนพ้องที่นั่น
คุยกันไปแซวกันมาแบบว่าแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน
พอสนุกสนานเฮฮาตามประสาเพื่อนเก่าที่หาเรื่องมาเจอกัน
และเราไม่ค่อยได้คุยกันเรื่องการเมือง
เราชอบคุยกันเรื่องบ้าน บ้านฮะ

จำได้ว่าตอนสมัยเรียนเราเคยไปเที่ยวเกาะกัน
แน่นอนว่าวันนั้นวัยนั้น ...เราไม่พลาดเรื่องร่ำสุรา
กับปาร์ตี้แคมป์ไฟชายหาด
ตั้งแต่เย็นย่ำมื้อค่ำสรวลเสเฮฮาทั้งร้องทั้งเต้นกันตามอัธยาศัย
ว่ากันเต็มคราบ

และก็ยังมีคนพันธ์อึดอยู่กลุ่มหนึ่ง
ที่ไม่ยอมไปหลับไปนอนเหมือนคนอื่น
ยังคงดื่มกินคุยร้องเต้นกันเป็นที่วุ่นวาย
(เพราะเมากันแล้วฮะ)
และก็ไม่ยอมเลิกราไปง่ายๆ
แถมชอบยกวลีฮิตสมัยนั้นมาเรื่อยๆ ว่า
ราตรียังเยาว์ (ยาว) นัก ...

เยาว์หรือไม่เยาว์ก็ประมาณตีสามตีสี่ได้
ถึงได้จำใจยอมพักรบ
สาเหตุเพราะเหล้าหมดโซดาน้ำแข็งกับแกล้มของกินหมดเกลี้ยง
ร้านก็ปิดหมดและใครจะเป็นผู้เสียสละ(ถ่อ)ไป
งานนี้นักศึกษาชายหัวเราะเอิ๊กเอิ๊ก (แบบเห็นภาพ)
ก็เลยจำเป็นต้องยอมสงบศึกแบบนอนยึดหัวหาดกัน(จริงๆ)

ก็เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต
ที่คุยกันทีไรเป็นได้เฮฮากันทุกที
เพราะมีเรื่องให้เผามีวีรกรรมให้สรรเสริญ(ใช้คำสุภาพ)เพียบ

ตอนนี้เราโตขึ้นหลายคนมีครอบครัวแล้ว
เราก็เพิ่มเรื่องหาประเด็นมาคุยสนุกกันอีก
คือตอนกินเหล้า (ใช้คำตลาด)
เราสามารถกินทนกินยาวได้แบบข้ามวันข้ามคืน
แล้วมีอะไรอีกไหม กิจกรรมอะไรอีกที่เราก็มัวเมาแบบใช้ฆ่าเวลาได้

มีเสียงตอบ โพล่งขึ้นมาทันควัน
แทงง สนุ๊กกก !!!
อ้าาาา .... ช่ายยย (ทุกคนเห็นด้วย)
เล่นไพ่ !!!
อ้าาาา .... ช่ายยย (อีก)

เริ่มเงียบ(เพราะนิ่งคิด)
แล้วก็มีเสียงผู้เสนอเพิ่มเติม ...
เล่นเกมส์ เล่นเน็ต
ฮือมมมม ... (มีเสียงคราง)
หลายคนเริ่มให้ความเห็น
มีทั้งเห็นด้วยและยังไม่ค่อยเห็นชัด
(แบบไม่อยากขัดใจเพื่อนในวงเหล้า)

เราได้ข้อสรุปจากเสียงส่วนใหญ่ว่าจริงแฮะ
เพราะเคยเห็นเด็กเห็นผู้ใหญ่บางคน
อดหลับอดนอนกันข้ามวันข้ามคืน
และผู้ใหญ่ที่ว่าก็ไม่ต้องดูอื่นไกล
ตัวกระผมเอง

อันตัวข้าพเจ้าก็เคยหลงไหล
การเซิร์ฟเน็ตชนิดไม่อยากกินไม่อยากนอนเหมือนกัน
จึงพอเข้าใจความรู้สึกความลุ่มหลงที่มันเป็นไป
ว่ายากจะหักใจ หรือ เกินจะห้ามใจ
(แต่คงไม่ใช่ทุกคนดอกนะ)

จะว่าไปด้านดีมันก็มีนะ
มันขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าอยู่ในสถานะไหน ตรงไหน
อันนี้ (ข้าพเจ้า)ขอแก้ตัวให้ (ตัวเอง)คนอื่นด้วย
จะดีหรือไม่ดีจะถูกหรือจะผิด
อยู่ที่ตัวเรา ของเรา

เอ่อออ ....
ผมอยากจะโม้ต่อ แต่ต้องขอตัวรีบกลับบ้านก่อนล่ะครับ
ก็ผมมัวเล่นเน็ตจนป่านนี้
ตอนนี้แม่ผมคงถือไม้เรียวรออยู่หน้าบ้านแล้ว
ถ้าไปรายงานตัวไม่ทันมีสิทธิ์ ...(จุด จุด จุด)ได้



* * * ขออภัยหากกระทู้ (เรื่อยเปื่อยไร้สาระ)นี้รบกวนท่าน * * *





edit @ 2007/09/05 02:13:28
edit @ 2007/09/05 02:39:02



* คน เดียว ใน ดวง ใจ *



[เพลงเก่าของวันวานทั้งคำร้องทำนอง]



เธอ มาจากไหน เธอจะเป็นใคร ฉันไม่เคยคิด

รู้ แต่บัดนี้ เธอมาสถิตย์มาอยู่ใกล้ชิด ในดวงใจฉัน


เธอ..มาจากไหน จากดินผืนใดหรือจากสวรรค์

ฉัน..ก็จะรักรักเธอเท่ากัน ไม่เคยจะหวั่นแม้คำนินทา

(ซ้ำ)


คนเดียวเท่านั้น ในชีวิตคนเดียวสนิท แนบ อุรา

คนเดียวที่ฉัน บูชา ยอดปรารถนา คนเดียวในโลก


เธอ มาจากไหน เธอจะเป็นใคร ฉันถือเป็นโชค

แม้..รักเธอแล้วฉันต้องเศร้าโศก เป็นคนโชคร้ายในโลกก็ยอม

(ซ้ำ)



** ** *





เธอ ...เป็นคนเดียว
และมีเธอเพียงคนเดียว
ในดวงใจฉัน

คนเดียวเท่านั้นในชีวิต
คนเดียวสนิทแนบอุรา

ฉันลืมตาอยู่ในอ้อมกอดเธอ
ฉันจำไม่ได้ว่านานเพียงใด
ฉันรู้ว่าเธอให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ฉัน

เธอมาจากไหน
เธอจะเป็นใคร ..ฉันไม่เคยคิด
วันนี้เธออยู่ในอ้อมกอดของฉัน
ฉันอยากให้ความอบอุ่นนี้นานแสนนาน
และคงอยู่ตลอดไป

ทุกอย่างที่ฉันมี และทุกสิ่งที่ฉันเป็น
ฉันถือเป็นโชค
ที่ได้รับจากเธอ

เป็นยอดบูชายอดปรารถนา
คนเดียวในโลก

ฉันก้มกราบขอพร
คุณพระรัตนตรัย
ขอได้ เกิดเป็นลูกแม่
ทุกภพทุกชาติไป ...



** ขอขอบพระคุณ
ผู้ประพันธ์เนื้อเพลงคำร้องที่งดงาม
และผู้ประพันธ์ทำนองเพลงอันไพเราะนี้ **




edit @ 2007/09/05 02:07:03
edit @ 2007/09/05 02:40:36


1 เหรียญ 2 ด้าน 3 มุม




คุณคงเคยได้ยินกันใช่ใหมครับว่า ...

เหรียญมีสองด้าน

คือด้านหน้ากับด้านหลัง


เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่งในโลก

ว่ากันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ

มีด้านดีก็มีด้านไม่ดี

มีด้านสว่างก็มีด้านมืด

มีทั้งคุณและโทษ


คนเราก็เช่นกัน ...

มีด้านหน้าก็ย่อมมีด้านหลัง

ถึงได้สอนกันว่าการพินิจพิจารณาอะไร

จึงควรพิเคราะห์ให้รอบคอบ

(คงหมายถึงให้ครบทุกด้านกระมัง)


เราจะไม่พูดให้ยืดยาวต่อไปจนเยิ่นเย้อไม่รู้จบว่า ...

มันอาจมีด้านบนหรือด้านล่างได้อีก

แต่จะบอกว่า ...

มันยังมีอีกมุมหนึ่งคือ " ด้านใน " หรือข้างใน

ใช่ครับ ... ที่อยู่ระหว่างด้านหน้า กับ ด้านหลัง

ตรงกลางของมันยังมีด้านใน

ซึ่งผมขอเรียกมันว่าเป็นอีกด้านหนึ่งที่เป็นมุมที่สาม


ต้นไม้ต้นหนึ่งมีด้านหน้ากับด้านหลัง

ด้านหน้าเห็นแค่เปลือกไม้

ด้านหลังก็มีให้มอง

แต่ที่ยังไม่เห็นคือ ด้านใน

ซึ่งเรียกกันว่า แก่น หรือ กระพี้


คนเรา ...

มีข้างหน้า ข้างหลัง แล้ว

ยังมี ข้างใน ให้พิจารณาอีกด้วย

ซึ่งตัวตนแท้จริงอยู่ในนั้น

คงคล้ายๆ ต้นไม้นั่นแหละครับ


พระพุทธองค์ทรงมีพุทธโอวาท

เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สมบัติทั้งหลายในโลก

ว่าเป็น " อนิจจัง " ไม่เที่ยง

ทรัพย์สมบัติที่รายรอบตนนั้นเป็นทรัพย์ภายนอก

จึงเป็นอนิจจัง

แต่ที่ควรแสวงหาและสะสมให้มากคือ

ทรัพย์ภายในตน

อันได้แก่ คุณงามความดี บุญกุศลกรรม ต่างๆ

จะเป็นทรัพย์ภายในตนและจะติดตามตนไป


ทุกวันนี้ เราเหนื่อยกับการแสวงหา

และสะสมทรัพย์ภายนอกกันมาก

ก็อย่าลืมแสวงหาและสะสมทรัพย์ภายในกันด้วยนะครับ

คงไม่ต้องเอ่ยถึงว่าต้องทำอะไร ยังไงกันบ้าง

สิ่งที่เป็นคุณ เป็นความดี เป็นศิริมงคล

มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นและสะสมติดตามตัวเราไป

เช่นเดียวกับ ด้านตรงข้าม หรือ " ด้านหลัง "

ก็จะติดตามตัวเราไปเหมือนกัน


ไม่ว่าเหรียญ ต้นไม้ หรือคน

อยู่ในโลกนี้ภายใต้อาทิตย์ดวงเดียวกัน

มีข้างหน้า ข้างหลัง ให้เห็นแล้ว

ยังมีข้างในให้แสวงหาน่ามอง และ ...

ยังมีเงาที่ติดตามไปตลอดเวลา



* คำคมวันนี้ * (ของฝรั่งครับ)

" God gives every bird it's food,

But He does not throw it into it's nest. "


[- - Anonymous - -]


พระเจ้ามอบอาหารให้แก่นกทุกตัว

แต่ไม่เคยโยนอาหารให้ถึงรังของนกเหล่านั้น




* * * *







edit @ 2007/09/14 01:01:18
edit @ 2007/09/14 01:02:59
edit @ 2007/09/14 01:04:37
edit @ 2007/09/14 01:08:59



My BagPack Story


วิสาขบูชา (ที่ผ่านมา) จะไปเวียนเทียนที่ไหนดี

ผมถามตัวเองราวกับว่าเป็นพุทธศาสนิกชนผู้เคร่งครัด

ที่ไหนก็ได้น่า ... (ดีเหมือนกันหมดแหละ)

คำว่า "ที่ไหนก็ได้" ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า ...

ทำไมเราไม่ไปเวียนเทียน

พร้อมกับท่องเที่ยวได้ด้วยเปลี่ยนบรรยากาศเดิมๆ ซะบ้างล่ะ


Arrrr ......

แล้วผมก็ปิ๊งไอเดีย

สิบปีมาแล้วที่เคยทำงานอยู่แถบอีสานแถวริมโขง


มุกดาหาร สกลนคร นครพนม อุดรฯ

ผมพอรู้เส้นทางและเคยไปไหว้ปูชนียสถานและปูชนียบุคคลหลายแห่ง

รวมทั้งพระธาตุพนม ซึ่งดูจะน่าสนใจที่สุด

เพราะเป็นพระบรมสารีริกธาตุยิ่งใหญ่ของชาวอีสาน


ผมรีบทำตัวให้ว่างในทันที

แล้วรีบควักกระเป๋าตังค์ออกมานับ ... โอววว จะพอมั๊ยเนี่ย
???

(เพราะหลวมตัวจ่ายค่า
Workshop ถ่ายภาพกับ Zigg@mza ไปซะแล้ว)

คงพอน่าาา (แบบปลอบใจตัวเอง)

ไปแบบ
BagPack กินอยู่ง่ายๆ เข้าไว้ ... แล้วก็รีบกลับ


และแล้ว คืนวันหนึ่ง


ผมก็สะพายเป้ไปขึ้นรถทัวร์ปรับอากาศที่(นี่)หมอชิต กำแพงเพชร
2


20.35
น. เป็นเวลารถออก

แต่รถก็ยังไม่ออกไม่ทราบเพราะอะไรเหมือนกัน และไม่กล้าถามด้วย

Late
มาสักพักเราก็เริ่มออกเดินทาง

ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวเพราะยังไม่หมดฝนฟ้า

ผมก็หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง


เกือบๆ ตีห้า วันรุ่งขึ้น ผมรู้สึกตัวตื่น ...

ยังมืดอยู่เลย แต่พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นแล้ว

ผมทราบว่ารถผ่านจังหวัดยโสธรมาแล้ว และกำลังมุ่งหน้าไปมุกดาหาร

รถแวะจอดส่งผู้โดยสารที่สถานีขนส่งมุกดาหาร


แล้ววิ่งต่อไปธาตุพนม จุดหมายปลายทาง


หกโมงครึ่ง


ผมมองเห็นองค์พระธาตุพนมชัดเจนจากบนรถ


ถึงแล้วครับ

ค่อยๆ ลงจากรถอย่างเมื่อยขบเพราะนั่งมาเก้าชั่วโมงแล้ว

บิดขี้เกียจเสร็จก็ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้


(ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์พวก
GPS
ไปด้วยเพราะไม่มีปัญญาซื้อ)

เลยมองหาร้านกาแฟเข้าไปนั่งหม่ำ พักเหยียดแข้งเหยียดขาซะหน่อย ...

แล้วก็ถามถึงองค์พระธาตุพนม

ได้การ ... จากที่ลงรถ ผมเดินต่อไปอีกร้อยกว่าเมตรก็ถึงวัดพระธาตุพนมแล้ว


ยังเช้าตรู่อยู่เลย ผมมองไปรอบๆ ในวัดก็ยังไม่ค่อยมีคน

ตรงข้ามวัด ฝั่งตรงข้ามเป็นป้อมยามตำรวจกับตลาดเล็กๆ

มีผู้คนมาจับจ่ายซื้อของกันเยอะแล้ว

แล้วผมจะแวะพักที่ไหนล่ะเนี่ยจะอาบน้ำแปรงฟันยังไงดี (หว่า)

ฮ่า ฮ่า แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายใหญ่ในวัด ...

"ห้องน้ำสะอาด
3
บาท" พร้อมลูกศรชี้ทาง

ผมเดินตรงไปทันที แล้วก็พบห้องน้ำสะอาดจริงดังว่า


และสร้างใหญ่โตหลายห้องแบ่งสัดส่วนชาย-หญิงไว้เรียบร้อย

แถมยังมีห้องอาบน้ำให้อีกด้วย

เย้ ... (ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม)


ยังมีเวลาอีกมาก ผมบอกกับตัวเอง

ว่าแล้วจึงข้ามถนนไปเดินชมตลาดอำเภอธาตุพนมซะหน่อย

ว่าจะเป็นตลาดแบบไหนในตำราเศษกระดาษ เอ๊ย
!!
เศรษฐศาสตร์

ร้านรวงทั่วไปยังปิดเงียบอยู่


มีร้าน
7-Eleven
เห็นชัดเจนอยู่ริมทาง

เลยไปมีอาคารตลาดสดชั้นเดียวขายทุกอย่างแบบตลาดสดทั่วไป

ผมเดินเลาะดูไปเรื่อยๆ ว่ามีอะไรขายบ้าง


เผื่อจะเห็นวัฒนธรรมการอุปโภคบริโภคของที่นี่


บัดนี้ ... ได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้ว ...

อุ๊ย
!!!
ไม่ใช่ครับ เผลอตัวไปหน่อย

ต้อง บัดนี้พอสมควรแก่เวลาแล้ว ...

ผมจึงเดินกลับมาที่วัด จะข้ามถนนเริ่มเห็นผู้คนและรถราออกมาวิ่งแล้ว

ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียนกับคนทำงานกำลังเดินทางผ่านหน้าไป


จัดเตรียมสิ่งของเพื่อสักการะเรียบร้อย

ผมก็เดินเวียนเทียนประทักษิณาสามรอบองค์พระธาตุ

ตอนเวลาสายๆ ของวันนั้นเลยครับ

แหะ แหะ เอาฤกษ์สะดวกเข้าว่า


แล้วก็กราบบูชา ทำบุญ ทำทาน ไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ


เพิ่งสิบโมงเช้าเอง ...

ผมควักกล้องดิจิทัล เจ้าตัวเล็กประจำตัวออกมา


มองไปรอบๆ หามุมเพื่อจะถ่ายภาพ

ต่อจากนี้ไป เป็นรายการท่องเที่ยวแล้ว ไช โย้
!

มีตัวเดียวก็ใช้อันเดียว เที่ยวกด (ชัตเตอร์) ไปทั่ว

ถ่าย (ภาพนะครับ) ทุกอย่างที่อยากถ่าย เท่าที่เจ้าตัวน้อยจะมีปัญญาถ่ายมาได้_

แต่ท้องฟ้าปิดสภาพอากาศไม่เอื้อแก่การถ่ายภาพเลยแฮะ

นานๆ จะมีแสงแดดจัดจ้าออกมาสักพักหนึ่ง


ก่อนจะผลุบหายเข้าหมู่เมฆไปอีก

ผมไม่รอและไม่สน แหละครับ


ขืนรอให้แสงดีผมอาจต้องใช้เวลาทั้งวัน



เพิ่งเที่ยงวันเอง ... (เริ่มใช้หัวคิดวิชาการบริหารเวลา

กับ วิชาการเดินเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

แบบประสบการณ์ตรง ฮ่า ฮ่า)

เดิมทีผมวางแผนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เลย

หลังจากเสร็จพิธีที่พระธาตุพนม

แต่นั่นย่อมผิดหลักการเที่ยวแบบคุ้มค่า

(อะไรฟะ ... มาถึงเช้ากลับเที่ยง)


ไม่มีการกระจายรายได้ แล้วท้องถิ่นจะสร้าง
GDP

ให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

ถ้าไร้นักช็อป
OTOP
มีระดับอย่างผม ฮิ ฮิ

แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางยังไม่ทันจางไป

บวกกับเดินมาราธอนซะรอบวัดเพื่อถ่ายภาพอีกหลายตลบ

ผมจึงเปลี่ยนใจ บัด-เดี๋ยว-นั้น ...

ว่าต้องพักค้างซะหนึ่งคืนก่อน


(โดยไม่ต้องใช้ทฤษฏีวิชาใดๆ)

ที่ไหนดีล่ะ ที่ธาตุพนมนี่


หรือจะไปนครพนม สกลนคร มุกดาหาร

ผมเลือกมุกดาหารเพราะได้ทราบว่ามีรถโดยสารวิ่งตลอดทั้งวัน


การเดินทางก็สะดวกแถมไม่ต้องเสียเวลารอนาน

และที่สำคัญคือมุกดาหารเพิ่งสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขง

เปิดพรมแดนไปเชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขตของฝั่งลาวแล้ว

น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะได้ไป
Survey ซัก-กะ-หน่อย


เอออ ... เป็นการตัดสินใจที่ไม่ต้องใช้สมองคิดอะไรมากมายดีฮับ


เกือบๆ บ่ายโมง ผมก็นั่งรถโดยสารย้อนกลับมามุกดาหารอีกครั้ง

ถึงท่ารถสถานีขนส่งก็ใช้แผนปฏิบัติการเดิม


คือแวะกินอาหารเที่ยงรองท้องแถวนั้น

แล้วก็สอบถามข้อมูลเบื้องต้น เช่น สถานที่พัก


ค่าโดยสารรถสามล้อเครื่องสกายแล็ป


การเดินทางข้ามไปเที่ยวฝั่งลาว


(
Win Win ม๊ายย ??)


ตกลงผมเข้าเช็คอินที่โรงแรมแห่งหนึ่ง

เลือกโรงแรมที่อยู่ในตลาดเพราะไม่ได้ขับรถมา


ต้องเดินเท้าเอาเป็นหลัก


(จำเป็นต้อง
Keep Walking เพราะ No Car มีแต่ขา)


อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนพอแล้ว

เย็นนั้นผมก็เดินไปช็อปตลาดอินโดจีนริมแม่น้ำโขง

ซื้อของติดไม้ติดมือมานิดหน่อยพอเป็นที่ระลึก


ตกค่ำก็ย่ำต๊อกไปตลาดกลางคืนหาอาหารมื้อค่ำทาน

แล้วผมก็ตุปัดตุเป๋กลับมานอนสลบอยู่ที่ห้องพักด้วยความอ่อนเพลีย

ผมว่าตั้งแต่ลงจากรถทัวร์ที่ธาตุพนม


ผมเดินทนแบบว่าเดินมาราธอนมาไม่ใช่น้อยเลย


กว่าจะมาถึงห้องพักคืนนี้คิดว่ารวมแล้วก็หลายกิโลโขอยู่แฮะ

(อู๊ววว .... อันนี้ รายจ่ายค่าที่พักแบบพอเพียง

แต่ได้อรรถประโยชน์สูงสุดเลยบวกคุ้มค่าอีกต่างหาก)


เช้าแล้ว ... วันนี้ผมจะไปไหนดี

เฮ้อ ... เสร็จพิธีกรรม ก็มา พิธีเที่ยวมั่ง (ฮับ)

ร่างกายหายอ่อนเพลียสดชื่นขึ้นเยอะ


ผมกำลังคิดว่าผมจะไปไหนดีและจะกลับเมื่อไหร่

กลับคืนนี้แหละเพราะตังค์จะหมดแล้ว


กลางวันนี้ก็เดินเที่ยวเอาในเมืองแถวนี้แหละ


(ไม่ต้องมาอ้างทฤษฏีใดๆ)

ผมตัดสินใจยังไม่ข้ามไปเที่ยวลาว


เพราะไม่มีบัดดี้ไปด้วย


เกรงจะ (ใจอ่อน) ถูกล่อลวง (แต่สมัครใจ)

ไปเที่ยวต่อที่หลวงพระบาง


อีกประการผมยังอยากกลับมาเที่ยวอีก

กลางวันวันนั้น ผมจึงเดินเที่ยวชมเมือง ชมวัด ไปเรื่อยๆ

ตามแต่กำลังขาจะพาไปไหว

วันนี้อากาศร้อนจัดแดดแรงมากผิดกับเมื่อวานเลย


ผมทั้งเมื่อยทั้งร้อนเหงื่อแตกพลั่ก

ต้องใช้ยุทธวิธีหลบไปเดินในห้างสรรพสินค้ารับแอร์บ้าง

และชมความงามของสาวๆ พนักงานขายซะหน่อย (ตามฟอร์ม)


พอหายเหนื่อยคลายร้อน

เมื่อก่อนนี้เป็นห้างเล็กๆ

เดี๋ยวนี้ขยายแผนกมีสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น

ผมยังจำร้านค้าเก่าๆ ในตลาดบางร้านได้สมัยที่ผมเคยทำงานอยู่


เดี๋ยวนี้ก็ยังเปิดอยู่แต่เขาจำผมไม่ได้หรอก

แต่ก็นะ ... ก็ยังมีบางร้านที่เมื่อเห็นผม


เขารู้สึกคุ้นๆ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นผมที่ไหนแต่นึกไม่ออก

โดยเฉพาะร้านขายอาหารเพราะผมต้องมาซื้อมาทานอาหารอยู่บ่อยๆ


ผมก็ยิ้มๆ ไป ไม่ได้ว่าอะไร



บ่ายคล้อยจะเย็นแล้ว ...

ผมเช็คเอาท์ที่โรงแรมไว้ตั้งแต่ก่อนเที่ยง

ต้องเดินกลับไปเอาเป้กับสัมภาระที่มี


นั่งสกายแล็ปแวะห้างเทสโก้-โลตัส


สาขามุกดาหาร ซัก-กะ-ติ๊ดดด

รอเวลารถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ตอนค่ำ

ความจริงก็ไม่ได้น่าสนใจไปนัก


เพราะห้างโลตัสที่สาขาไหนก็เหมือนๆ กันหมด

แต่เพราะเป็นทางผ่านจะไปสถานีขนส่งด้วย


และผมก็หมดเรี่ยวหมดแรงจะไปเดินที่ไหนอีกแล้ว

ฮะแอ้ม (อย่าดังไปนะ) ...

ผมมีแผนบริหารจัดการบางอย่างอยู่แล้ว

จึงเลือกที่นี่มาพักรอเวลาเดินทางกลับเนื่องจากจะได้แอร์เย็นสบาย


มีร้านค้าและห้องน้ำเพียบพร้อมดี


บรรยากาศก็กว้างขวางสะดวกสบาย


และคงสบายใจได้ไม่ต้องห่วงเรื่องถูกลอบวางระเบิด

แน่นอน ... ว่าต้องดีกว่าที่สถานีขนส่งมากมาย


ผมเดินสำรวจห้างโลตัสมุกดาหาร


เป็นห้างขนาดย่อมกว่าทางกรุงเทพฯ แน่นอน

แต่สินค้าและบริการภายในก็พอๆ กัน

ที่พิเศษหน่อยแต่ก็ไม่ได้แปลกอะไรมากมาย


คือป้ายที่บอกว่าสินค้าอะไรอยู่ล็อกไหนนั้น

จะมีภาษาลาวเขียนอยู่ด้วย

ร้านค้าอื่นๆ ในอาคารก็พวก สุกี้
MK KFC

ฟู๊ดปาร์ค ร้านหนังสือ
SE-ED
โทรศัพท์มือถือ

แล้วก็พวกกิ๊ฟท์ช็อปของกระจุกกระจิกน่ารักๆ ทั้งหลายแหล่


ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเลย


สำหรับบำบัดทุกข์ บำรุงสุข (ตัวเอง)

ทั้งสรรพอาหาร หรือสารพัดเรื่อง ห้องน้ำก็ใช้ที่นี่

ผมใช้เวลาให้ผ่านไปด้วยการอ่านหนังสือบ้าง


เดินชมพนักงานขายบ้าง


เดินชมคนมาซื้อของบ้าง ตามเรื่อง (และตามฟอร์ม)



จน
19.20
น. ก็ได้เวลาเครื่องออก

ผมขึ้นนั่งประจำที่คาดเข็มขัดเรียบร้อยพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ

ทุกคนพร้อม แต่เครื่องก็ไม่พร้อมทั้งๆ ที่ลูกเรือก็พร้อม


ยังไม่ออกเหมือนขามานั่นแหละ

ช่างมันเถอะ ... เดี๋ยวมันก็ออก


แล้วผมก็ทำตัวทำใจให้สบายๆ กับบรรยากาศแห่งวันมาพักผ่อนท่องเที่ยวดีกว่า

แล้วมันก็ค่อยๆ แท็กซี่ออกไป


ผมยังไม่กล้าหลับจนแน่ใจว่ามันไม่มีผาดโผนบินขึ้นไปจริงๆ

(ถอนใจหลายเฮือก ... เมื่อไหร่ โลว์คอสต์ จะมีไฟลท์มาลงแถวนี้ซะทีฟะ)



ตีห้าของอีกวันนึง


เครื่องก็มาแลนดิ้งที่หมอชิตได้เป็นที่เรียบร้อย

อืมมม ..... ก็ โอ-เค น่าา


* * * * *




edit @ 2007/09/15 01:38:01
edit @ 2007/09/24 23:28:37
edit @ 2007/09/24 23:31:29



เดอะ ตุ๊กแก




ค่ำแล้ว ที่รีสอร์ตเก่าแก่แห่งหนึ่ง

ร่มครึ้มเย็นสบายไปด้วยแมกไม้และสายลม

ผมเปิดประตูห้องออกไป

ว่าจะออกไปเดินเล่นรับ ลมสบายๆ สักหน่อย



พอหันกลับมาปิดประตู ...

ก็จ๊ะเอ๋กับตุ๊กแกตัวใหญ่สองตัว

อยู่เหนือบานประตูด้านนอกห้องพัก

คงไม่ต้องบอกว่า ต๊ก-กะ-ใจ ขนาดไหน

ที่มาเจอเจ้าของเก่าเข้าแบบไม่ตั้งใจ



โฮยยย ... หัวใจแทบหล่นไปแถวๆ ตาตุ่ม

กับเจ้าสัตว์เลื้อยคลานโบราณสองตัวนี่

คิดๆ ดูก็ขำดี .......



เมื่อมองดูตุ๊กแกสองตัวนั้น

รูปร่างหน้าตาบุคลิกของมันเป็นอย่างไร

คงไม่ต้องบอกอะไรกันมาก

ผมรู้สึกว่าลักษณะของมันเหมือนสัตว์โบราณเก่าแก่

แบบที่เคยเห็นในหนังหรือในรูปสัตว์โลกล้านปี

เพียงแต่ขนาดของมันเล็กจิ๋วลงมากเท่านั้น



เคยอ่านพบว่าสัตว์โบราณล้านปีพวกนี้

มากมายที่ไม่สามารถดำรงชาติพันธุ์มาได้จนถึงปัจจุบัน

เพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้

อันนี้จะเกี่ยวกับทฤษฏีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน

หรือทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ หรือเปล่า

ไม่ทราบจริงๆ ครับ แหะ แหะ



ในยุคสมัยที่ยุโรปรุ่งเรืองออกล่าอาณานิคมนั้น

ประเทศน้อยใหญ่ในเอเซียก็เริ่มเข้าตาจนไปด้วย

เป็นทาร์เก็ต กรุ๊ป ว่างั้นเถอะ

เมี้ยนมาร์หรือพม่า เป็นประเทศหนึ่งที่ไม่หวั่นเกรง

มีความเป็นอัตตาสูง

ว่าของตนก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้โลกภายนอก

จึงไม่ยอมยืดหยุ่นสยบให้กับใคร



ในขณะที่ไทยยอมยืดหยุ่น ยอมปรับตัวเอง

อาจเพราะเราไม่ใช่กบในกะลาก็ได้

แต่เราก็ธำรงความเป็นชาติพันธุ ์

รักษาเอกราชยาวนานมาจนทุกวันนี้



สภาวะภายในตัวเราหรือประเทศเรา

มีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

โลกภายนอกและสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ก็มีเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

การอยู่ร่วมกันจึงควรลงตัวให้เหมาะทั้งสองด้าน



เราคงคาดหวังให้โลกภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม

ปรับให้มาเข้ากับเราคงไม่ได้

แต่ถ้าเราปรับตัวเองให้เข้ากับมัน

คงจะง่ายกว่า และน่าจะง่ายกว่า



เป็นกฏของความสมดุลย์

ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่ามันคือ ทางสายกลาง

ถ้าการยืดหยุ่นปรับตัวคือ ความกลมกลืน หรือ Harmony

ก็ยังต้องมี Contrast ร่วมอยู่ด้วย

คงเพราะเป็นคุณสมบัติที่ให้คุณและเป็นธรรมชาติ





เรื่องนี้ ตุ๊กแกสอนให้รู้ว่า ... ????





คำคมวันนี้ ...

"Life is a big canvas and

you should throw all the paint you can on it."


[- - D.Kaye - -]


ชีวิตเหมือนภาพเขียนขนาดใหญ่

และคุณควรจะใช้สีทั้งหมดที่คุณมีสร้างสรรค์มันขึ้นมา



* * *





edit @ 2007/09/16 20:31:38



เบื่อกินข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ



เคยกินข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ ไหมครับ ???

หลายคนคงเคย

ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน

บางคนอาจไม่เคยก็ได้



คนที่เคยบ่อยๆ คงเป็นเพราะ

จำเป็นต้องประหยัดอย่างที่สุดในการกินอยู่

เหมือนคนจีนที่อ่านพบในหนังสือ

ว่าบางบ้านยากไร้ขัดสนถึงขนาด

ต้องเอาปลาเค็มหนึ่งตัวผูกเชือกแขวนกับเพดานห้อง

แล้วตักข้าวต้มเปล่าใส่ปาก

โดยไม่ได้กินกับอะไรสักอย่าง

คงไม่ต่างอะไรกันนัก ...




เรื่องกินข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ

สำหรับผม ... เคยครั้งสองครั้งครับ

แต่ไม่ใช่เหตุเพราะไม่มีเงิน

แต่เป็นเพราะความเบื่อ

เบื่อหน่าย

เบื่ออาหารน่ะครับ




ทั้งๆ ที่อาหารเป็นเรื่องต้องทานทุกวัน

ซึ่งคนปกติทั่วไปก็ไม่ต่ำกว่าสองมื้ออยู่แล้ว

แต่ผมก็มีเบื่อจนได้

และเป็นความเบื่อชนิดมากมายทีเดียวเชียว

เบื่อจนไม่ทราบจะทานอะไรดี




การแก้ปัญหา ... จะไม่กินก็ไม่ได้

จึงใช้เมนูพิเศษแบบง่ายๆ

ก็ข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ ตามชื่อเรื่องไงครับ

มาเป็นรายการสลับฉากความจำเจซ้ำซากในชีวิต

ไม่ใช่รายการจัดฉากน๊าาา




ตอนเข้าเป็นน้องใหม่

เป็นนักศึกษาอยู่ปีที่หนึ่งในมหาวิทยาลัย

ทางคณะได้เชิญหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านพระธรรมโกศาจารย์

มาแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนนักศึกษา




ผมจำไม่ได้หมดหรอกครับ

ว่าท่านเทศน์อะไรไว้บ้าง

เพราะตอนนั้นก็ง่วงแสนง่วง

บรรยากาศการฟังธรรมมักเป็นอย่างนั้นจริงๆ




แต่จำได้อยู่ประโยคหนึ่ง

และยังจำได้อยู่จนทุกวันนี้

ท่านว่า พวกเธอเป็นนักศึกษา

ยังไม่มีรายได้อะไร

ชีวิตการกินอยู่ต้องให้ต่ำเข้าไว้

แต่ความคิดกับความประพฤติ

ต้องให้สูง




เป็นข้อคิดที่ดี และผมเห็นด้วย

เพราะตัวเองก็ไม่มีฐานะจะฟุ่มเฟือยได้

แม้ว่าความคิดกับความประพฤติ

จะธรรมด๊า - ธรรมดาก็ตาม แฮ่ แฮ่




สังเกตดูเพื่อนนักศึกษาหลายคนก็คล้ายกัน

ผมจึงถ่ายทอดให้รุ่นน้องบางคนฟัง

และตอนนี้ถ้าพบเพื่อนพ้องน้องพี่คนสนิท

ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสำคัญต่อสังคม

ก็จะบอกว่า มีโอกาสแล้ว ทำให้ดีนะ




ผมรู้สึกเฉยๆ

เมื่อต้องกินข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ

และไม่ค่อยสนใจว่าใครจะกินอะไร

ใครอยากกินอะไรก็กินไปเถิดครับ

เพราะความคิดและการกระทำสำคัญกว่า




เอ้า !!! แล้วถ้าเกิดมีรายการเบื่อ

ข้าวคลุกน้ำปลาเปล่าๆ อีกล่ะ

ผมก็ยังมีตัวเลือก

คือบะหมี่สำเร็จรูปไงครับ

เป็นฟาสต์ฟู๊ดราคาประหยัด

ที่สำรองติดบ้านไว้เสมอ




ผมมักใช้งานเจ้าบะหมี่สำเร็จรูป

ตอนที่ไม่มีอาหารอะไรเหลืออยู่ในบ้าน

และมีฝนตกทำให้ไม่อยากออกไปข้างนอก




อาา ...

ฝนหยุดแล้ว ก็ออกไปข้างนอกได้แล้วซิ

ผมออกไปที่ร้านใกล้บ้าน

เลือกน้ำพริกสำเร็จรูปที่ขายใส่ขวด

ซื้อมาเตรียมไว้ขวดนึง




อ้าววว ...

ก็เอาไว้ตอนที่ผมเบื่อบะหมี่สำเร็จรูปอีกไงครับ

จะได้มาที่เมนูข้าวเปล่าคลุกน้ำพริก

แบบไทยโบราณ เปี๊ยบบบ (ปลาทูไม่ต้อง)




แบบว่า ... บางทีชีวิต

ก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อเหมือนกัน

ชวนให้ทำอะไรแผลงๆ ฮับ






คำคมวันนี้



"Obstacles are those frightful things you see

when you take your eyes off your goals."


[- - Anonymous - -]

อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจ

ก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองไปที่จุดหมายปลายทาง





* * * *







edit @ 2007/09/23 03:27:28
edit @ 2007/09/23 03:33:56

             ฟุตบอลลูกกลมๆ

 





 

พักนี้ได้ดูทีวีถ่ายทอดฟุตบอลต่างประเทศบ่อย

ฟุตบอลสโมสรบ้าง ...   ฟุตบอลทีมชาติบ้าง

ผมไม่ใช่แฟนบอลขนานแท้นะครับ

แค่พันธุ์ทางซะล่ะมากกว่า

เพราะมีกีฬาอีกหลายอย่างที่ชื่นชอบ

 

 


ผมเคยดูฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆ

ตอนนั้นฟุตบอลไทยเรายังไม่โดดเด่นอะไร

แต่รับรองได้ว่ากองเชียร์ชาวไทยนี่ไม่แพ้ใครแน่ๆ

เพราะแห่ไปเชียร์ทีมไทยเล่นคิงส์คัพกันแน่นสนามศุภชลาศัย  (Original)

ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าจะเชียร์ทีมไทยต้องลืมคำว่าเสียใจ

 


 

ฟุตบอลตู้ทางทีวีสมัยนั้นก็พอมีให้ชมแต่ไม่มาก

เพราะยังไม่มียูบีซี  หรือพวกเคเบิ้ลทีวี

ผมเคยดูทางช่อง 3  กับช่อง 9

แต่จำชื่อผู้บรรยายไม่ได้แล้วล่ะครับ

 


 

ผมชอบดูฟุตบอลทีมชาติมากกว่าทีมสโมสร

ระดับสโมสรก็จะเลือกดูเฉพาะคู่บิ๊กแมทช์หยุดโลก (ประมาณนั้น)

และเป็นแฟนทีมชาติบราซิลมาเหนียวแน่นอย่างไม่มีเปลี่ยนแปร

สำหรับผมแล้วบราซิลไม่ใช่เก่งแค่ฝีเท้าดีอย่างเดียว

แต่มีความเป็นศิลปะมาผนวกเข้ากับศาสตร์ของฟุตบอลด้วย

เหมือนมีมนตร์เสน่ห์เอ็นเทอร์เทนคนดู

ให้เพลิดเพลินไปกับเกมส์ไม่รู้เบื่อ

บอกได้แต่ว่าดูเขาต่อบอลกันก็สนุกแล้ว

และเชื่อว่าอีกหลายๆ ท่านคงคิดเห็นทำนองเดียวกัน

 

 

 

นอกจากนั้น    ผมว่าบราซิลยังมีเกมส์การเล่น

ที่สะอาดและสุภาพเป็นพื้นฐาน

ไม่ค่อยมีปัญหาทะเลาะวิวาทหรือคดโกงกับใคร

นี่เป็นสไตล์   ฟุตบอลก็คือฟุตบอล

ที่ผมขอยกให้เป็นขนานแท้และคลาสสิค  

กองเชียร์ของเขาในสนามก็เหมือนกันเลยครับ

 

 

 

อย่างไรก็ตาม     ไม่ใช่บราซิลจะทำได้ทีมเดียว

และไม่ใช่ว่าทีมบราซิลจะเก่งที่สุด

เพราะทุกอย่างมีขึ้นมีลง     มีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา

 

 

 

เรื่องของฟุตบอลก็มีพัฒนาการของมันเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเกมส์     แบบแผนการเล่น    

กฏกติกามารยาท    เทคนิคต่างๆ

มีแท็คติกที่ได้เห็นในฟุตบอลสมัยใหม่แล้วน่าทึ่ง

อย่างจังหวะลีลาการเลี้ยงลูก  เล่นลูก 

ของนักฟุตบอลเอกระดับเวิร์ลคลาส   

แต่บางอย่างบางคนเห็นแล้วก็ชักทึ่ง  (แบบ   งง  งง)

เช่น   แกล้งล้มให้ดูเหมือนว่าถูกอีกฝ่ายทำผิดกติกา

โดยเฉพาะในเขตโทษเพื่อให้ทีมตัวเองได้ลูกโทษที่จุดโทษ

ผมว่าเป็นเรื่องน่าละอายมากกว่าเรื่องความสามารถ

จะบอกว่าเป็นความสามารถพิเศษของผู้เล่น   ผมยังละอายใจเลย

 


 

 อีกอย่างที่เห็นแล้วขัดตา

เช่น   แย่งลูก (บอล) กันแล้วใช้มือช่วย

เหนี่ยวรั้ง   ดึงเสื้อ   ฝ่ายตรงข้าม

ซึ่งเหล่านี้ฟุตบอลรุ่นเก่ามีให้เห็นไม่มากนัก

เรื่องนี้ก็ไม่ทราบว่าท่านอื่นเห็นเหมือนกันหรือเปล่านะครับ

 


 

เอ .... ????      หรือว่าฟุตบอลมันลูกกลมๆ

หัวคนก็กลมๆ

เลยใช้หัวไปในทางที่มันกลมๆ

คือกลิ้งไปได้เรื่อยถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

ประเภทกลิ้งไว้ก่อน  พ่อสอนไว้        (เฮ้อออ ...  )

 


Fair  Play  Please ...

เจ้าประคู้นนน .....       (พนมมือท่วมหัวกลมๆ )

ถ้ากลมแบบนี้ ....

ขอให้กลิ้งลงส้วมหน่อยเถ๊อะ ....     (เพี้ยง)




ฮิ       ฮิ

 


    

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 13 Jan 2008 01:16:49 by rei*

edit @ 13 Jan 2008 01:23:33 by rei*

edit @ 13 Jan 2008 01:26:42 by rei*

edit @ 13 Jan 2008 01:32:10 by rei*

edit @ 13 Jan 2008 01:34:10 by rei*

 

         ข้อดีอย่างหนึ่งของกอล์ฟ          

       ก็คือคุณสามารถออกรอบได้ตลอดกาล
ไม่ว่าคุณจะอายุปูนไหน

      
สองเกลอนักกอล์ฟที่ออกก๊วนด้วยกัน
มานานนับสิบปีตั้งแต่หนุ่ม
จนบัดนี้  ราล์ฟ  เข้าสู่วัย ๘๑  ส่วน  สมิธ  ๘๒

      
แล้วก็มาถึงอาทิตย์หนึ่ง
พอจะขึ้นทีออฟหลุมแปด
ราล์ฟก็หยุดชะงักหันมาทางสหายสนิท

      
สมิธเพื่อนรัก   กันคิดว่าถ้าจะตีต่อไม่ไหวแล้วแหละ
พอหวดลูกออกไปแล้ว
กันมองไม่เห็นว่ามันลอยไปทางไหน     

      
ย.ห.  อย่าห่วง  เพื่อนเอ๋ย   สมิธว่า
ตีไปเหอะ   กันจะคอยดูไว้ให้
ว่ามันไปตกตรงไหน        

      
ราล์ฟจึงชักหัวไม้หนึ่งออกมา
เข้าไปจรด  แล้วหวดเปรี้ยงออกไป
รอสักอึดใจใหญ่   ราล์ฟจึงหันมาถาม      
      
      
เสียงมันดังดูดีนะเพื่อน
เห็นเรอะเปล่าว่ามันตกตรงไหน  

      
เห็น ! “  สมิธยืนยันหนักแน่น  

      
ค่อยยังชั่ว   ราล์ฟโล่งอก
แล้วมันลงไปอีตรงไหนล่ะเพื่อน  

      
สมิธยกมือเกาหัว
....เอ้อ ...... ลืมไปแล้วแฮะ  


          
*    *    *           


หนหนึ่งพระเจ้ากับโมเสสได้ไปออกรอบด้วยกัน
          

      
กระทั่งมาถึงหลุมพาร์ ๕
ลูกกอล์ฟช็อตแรกของทั้งสองมาตกใกล้ทะเลสาบที่กั้นขวางอยู่
ระยะทางถึงหลุมนั้นยังเหลืออีกไกล
โมเสสจึงชักหัวไม้ออกมา
ในขณะที่พระเจ้าดึงเหล็ก ๕ ออกจากถุง          


      
ฮ้า !  ไหวเรอะ   โมเสสเตือน
ใช้หัวไม้ดีกว่าน่า   เหล็กจะตีถึงได้ไง           

      
ก็ถ้า ไทเกอร์  วู้ดส์ ตีถึง
ชั้นก็ตีถึงได้เหมือนกันแหละ   ก๊อดตอบ          
ว่าแล้วก๊อดก็หวดด้วยเหล็ก ๕
ลูกกอล์ฟปลิวไปตกกลางทะเลสาบ

       โมเสสสั่นหัว  แล้วแหวกน้ำในทะเลสาบให้แยกออก
ลงไปหยิบลูกกอล์ฟมาตั้งให้หวดใหม่
เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นก๊อดยังคงถือเหล็ก ๕  ในมือ          
       “ ใช้ไม้เถอะน่า   โมเสสว่า
          

      
ถ้าไทเกอร์ตีได้   ชั้นก็ตีได้
          

      
และแล้วโมเสสก็ต้องแหวกทะเลลงไป
หยิบลูกกอล์ฟมาตั้งอีกครั้ง          
      
     
ฟังนะ   โมเสส  ระอา
ถ้ายังใช้เหล็ก ๕ อีกละก้อ
หนนี้ชั้นไม่เก็บให้แล้วนา           

ถึงตอนนี้นักกอล์ฟก๊วนหลังก็มาหยุดรอดูกันอยู่
          

      
ถ้าไทเกอร์ตีได้   ชั้นก็ต้องตีได้
          

      
จ๋อม
!
          

      
ไปเก็บเองเลยเชียว   โมเสส เมิน
          

      
ด้วยเหตุนี้ก๊อดจึงต้องดำเนินบนผิวน้ำทะเลสาบ
ไปยังจุดที่ลูกกอล์ฟตก
ประดานักกอล์ฟที่หยุดรอดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริด
เมื่อเห็นเหตุการณ์อันอัศจรรย์นั้น          

      
โอ   จอร์จ   คนหนึ่งอุทานกับโมเสส
นั่นต้องเป็นพระเจ้าแน่ๆ           

       “ ใช่
  โมเสส ผงกหัว
ก็พระเจ้าจริงๆ นั่นแหละ
แต่พยายามที่จะคิดว่าตัวเองเป็น ไทเกอร์  วู๊ดส์  อยู่เรื่อย                    


            
*    *    *            


     เพื่อนบ้านของผมร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ
 

เพราะสามีได้ทิ้งเธอเป็นหนที่ ๖           
      
       “ อย่าห่วงไปหน่อยเลยน่า   ผมปลอบ
เดี๋ยวเค้าก็กลับมาหยั่งเคยเองแหละ           

       “ ไม่หรอก ... โฮ   เธอรำพัน
หนนี้เค้าเอาถุงกอล์ฟไปด้วย                 


               
*    *    *            


           
บุรุษเรือแตกผู้หนึ่ง
          
       ต้องอยู่โดดเดี่ยวบนเกาะนานถึง  ๑๐  ปี
ดังนั้นเขาจึงลิงโลดอย่างยิ่งเมื่อเห็นเรือยางน้อย
ลอยมาติดฝั่งพร้อมด้วยสาวสวยอนงค์หนึ่ง
และถุงทะเลใบโตที่เธอหอบมาด้วย          

      
โอ้โฮ   อยู่คนเดียวบนเกาะนี้ตั้ง  ๑๐  ปีเชียวหรือคะ
เธออุทาน  เมื่อเขาเล่าให้ฟัง          

       “ ครับ   ต้องหาอะไรกินตามมีตามเกิดทุกวัน   เขาครวญ
          

      
ก่อนนั้นสูบบุหรี่เรอะปล่าวคะ
          

      
แน่นอน   ถามทำไมครับ ?
          

      
งั้นเอาของหนูไปมวนนึงเลย
เธอล้วงหยิบบุหรี่จากถุงทะเลและส่งให้
บุรุษเรือแตกสูบเข้าไปเต็มปอด
แล้วพ่นควันออกมาอย่างสะใจ          

      
ท่าทางชอบดื่มเหมือนกันนะเนี่ย &ldqu