2008/Apr/15




                                                          SUVARNABHUMI    

                                                                        My  first  glance












                            
สุวรรณภูมิ   สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของไทย
                                  สำหรับบางท่านอาจเดินทางเข้าออกไม่รู้กี่หน
                                     แต่สำหรับผมนี่เพิ่งเป็นครั้งแรก (เชยจัง)
                                        จึงใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เก็บทัศนียภาพ
                                          เป็นภาพถ่ายบันทึกความทรงจำ




























































                                          Get  in



                                                                      And  get  back




















edit @ 15 Apr 2008 16:20:33 by rei*

edit @ 15 Apr 2008 16:22:55 by rei*

edit @ 15 Apr 2008 16:25:03 by rei*

2008/Apr/14

                   ชมรมคนออมเงิน   SaverClub


                          เข้าใจบริหารเงิน     จัดการบริหารชีวิต            
                                 ใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่าของเงิน
              รู้จักเก็บออมและหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินออม
                        รู้จักการใช้เงินให้ช่วยทำงานอีกแรงหนึ่ง
     สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับชีวิตตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันหน้า

           
                        อาจารย์ ดร. สุวรรณ   วลัยเสถียร
จบกฎหมายที่จุฬาฯ และพากเพียรไปจนถึงปริญญาเอกสหรัฐอเมริกา
ทนายความ    นักวิชาการอิสระ   นักการเงินการลงทุน
และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
กับชีวิตและการทำงานที่ไม่มีเกษียณอายุ

                                       
                       ท่านนำความรู้ความสามารถ  และประสบการณ์
มาช่วยแนะนำ   ไขปัญหา   ทั้งชีวิตการเงินและชีวิตประจำวัน
ในรายการ 
อาจารย์สุวรรณ   วลัยเสถียร  ชี้ทางออก บอกทางรวย
ซึ่งเป็นรายการวิทยุออกอากาศทาง 
Sweet FM  คลื่น  89.5
ทุกวันจันทร์ ศุกร์      เวลา  ๑๖.๐๐
๑๗.๐๐  น.


            บทความ   เทคนิค   เรื่องราวของสาระประโยชน์ต่างๆ
รวมถึงติดตามฟังรายการย้อนหลัง
ได้รวบรวมอยู่ในเว็บไซต์  ชมรมคนออมเงิน
 
>> http://www.saverclub.org/news.asp

สิ่งดีๆ ที่ให้สังคมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย


                             ลองติดตามฟัง
                        ลองเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์
                   แล้วพิจารณาเองว่ามีประโยชน์ดีต่อตัวท่านหรือไม่
                โดยเฉพาะเยาวชนควรได้รับการปลูกฝัง
         และส่งเสริมให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม


                  นี่คือตัวอย่างของการฟังรายการย้อนหลัง
ที่ได้ออกอากาศทางสถานีวิทยุไปแล้ว
สามารถเปิดฟังได้เลยผ่านเว็บไซต์
หรือจะดาวน์โหลดลงมาเก็บไว้ฟังทางคอมพิวเตอร์ก็ได้ครับ

          คลิกที่นี่
>> http://www.saverclub.org

edit @ 14 Apr 2008 18:14:57 by rei*

2008/Apr/10

                        

                        
                       
 ท่านอาจภาคภูมิใจกับความเป็นไทย
                                      เหมือนผม
                   เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากชาวเวียตนาม




          


 
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  จึงรู้จักเวียตนามเหมือนคนทั่วไป
    ว่าเป็นเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคนี้
      อยู่ไม่ไกลจากเรานัก

        มีรูปร่างคล้ายตัวเอสในภาษาอังกฤษ
          มีดินแดนติดชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตร
            ภูมิอากาศจึงอุดมไปด้วยฝนและมรสุม


รู้แต่ว่าเวียตนามเคยเป็นหนึ่งในอาณานิคมของฝรั่งเศส
คนเวียตนามต้องต่อสู้เพื่อให้ได้เอกราช
นี่เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าชาติใดเผ่าพันธุ์ไหน
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ
ความทุกข์ยากย่อมสร้างคนดี





           เอาชนะฝรั่งเศสได้
           ก็มีภาคต่อ    มาถึงสหรัฐอเมริกา
           คราวนี้ต้องเจอกับมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก
           ที่ครบเครื่องทั้งเศรษฐกิจ   และการทหาร
           ก็ต้องเชื่อว่า  เวียตนามยังมีคนดีอยู่
           จึงสามารถกู้ชาติคืนมาได้
           แต่ก็บอบช้ำสาหัส
          

   ก่อนหน้านั้น   ย้อนหลังไปอีก
     เพิ่งได้ฟังเป็นความรู้ใหม่
        เวียตนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีนมายาวนาน
          ยาวนานนับพันปี





           
               
ประเทศไทยเรารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เริ่มนับกันดั้งเดิมมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก
นั่นตั้ง  ๗๐๐  กว่าปีมาแล้ว
ก่อนหน้านั้นเราคงเป็นชนชาติเผ่าพันธุ์หนึ่งในแถบนี้
แต่ยังไม่เข้มแข็งพอเพราะอิทธิพลของขอมโบราณ
ที่มีมาเก่าก่อนนับพันปีเหมือนกัน

                         เวียตนามก็คงเหมือนกับเราตอนนั้น
                       แต่อยู่กันอีกด้านหนึ่งของดินแดนขอม
                     และจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
                    เวียตนามตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีน
                   และต้องตกเป็นเมืองขึ้นของจีนมาตลอด



             
            ในขณะที่เรารวมชาติสร้างความเป็นปึกแผ่น
มีเจริญมีเลื่อมตามกาลเวลามายาวนานเช่นกัน
ยุคเสื่อมถอยที่เราเคยพลาดพลั้งให้ศัตรู
เราก็ไม่ยอมให้ศัตรูนั้นกดขี่ข่มเหงเราได้นาน
ในเวลาสิบกว่าปี    ไม่ต้องถึงชั่วอายุคน
จากความทุกข์ยากบ้านแตกสาแหรกขาด
เราสามารถยืนหยัดต่อสู้จนได้ความเป็นชาติกลับคืนมา


                      เมื่อเขาเอาชนะเราด้วยกำลัง
    เราจะได้ความเป็นไทกลับคืนมาย่อมไม่ใช่ด้วยการเจรจา
               หรือจากการทำสัญญาบนแผ่นกระดาษ
          จำเป็นต้องกอบกู้กลับมาด้วยกำลังเหมือนกัน
                          และคนไทยก็มีคนดี
     หลายคนและมากพอที่จะทำเช่นนั้นได้ในเวลาไม่นาน
                     ประวัติศาสตร์จารึกไว้เช่นนั้น





           
                 
ย้อนกลับมาดูเวียตนาม
ในช่วงเวลาเดียวกัน
เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง
เวียตนามยังคงตกอยู่ใต้อำนาจจีนอย่างยาวนาน
ผมกำลังคิดว่าถ้าประวัติศาสตร์เป็นจริงตามนี้
คนเวียตนามได้เงยหน้าสัมผัสบรรยากาศของอิสรภาพ
เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวจริงๆ
เอกราชของชาติดำรงอยู่สั้นมาก
เมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของชาติอื่น
มันนานหลายชั่วอายุคน




               
               
คนเวียตนามไม่ใช่คนอ่อนแอ
     ความทุกข์ยากหล่อหลอมเขาให้เข้มแข็ง
        แต่เขายังทำไม่ได้   คงมีเหตุผลสำคัญอยู่
           วันนี้เขาทำได้แล้ว
               ยาวนานมากกว่าจะมาถึงวันนี้




                            
                             
ไทย  พม่า  และเวียตนาม
           เป็นสามชนชาติใหญ่ใกล้กันในแถบนี้
         การเอาชนะกันอย่างเด็ดขาดคงเป็นไปได้ยาก
       และไม่จีรังยั่งยืน
     ว่าแต่เราจะทำลายล้างกันไปเพื่ออะไร
    ถ้ารวมกันได้พลังความยิ่งใหญ่ก็เกิดได้เหมือนกัน

สงครามโลกครั้งที่สอง
   สมรภูมิใหญ่ที่ยุโรป
      ชนชาติในยุโรปเปิดศึกฟาดฟันกันเอง
         สุดท้ายก็อ่อนแอกันไปหมด
            เกิดมหาอำนาจใหม่อย่างอเมริกาเข้ามาแทนที่
              จนทุกวันนี้ยุโรปต้องหันมารวมกันอีก

       ประสานประโยชน์กันให้ดี
       แล้วทุกคนจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
       ไม่มีใครต้องเจ็บปวด
       ต้องเรียกหาคนดีกับวีรกรรมกันไม่สิ้นสุด






คนเวียตนามที่ผมคุยด้วยนั้น
 เป็นคนสูงอายุครับ    จึงถามเขาว่า
   ชีวิตของเค้าตั้งแต่เด็กๆ จนเติบใหญ่ขึ้นมา
     ก็ต้องเจอสงครามผจญกับอเมริกามาตลอดเลยซินะ
      เค้าบอกว่าไม่ใช่ครับ  ตั้งแต่ก่อนรบกับอเมริกาอีก
        การคุยกับเขาจึงได้อรรถรส   ประวัติศาสตร์
          เกร็ดเล็ก     สะเก็ดน้อย
           และบรรยากาศของช่วงเวลาเก่าๆ ในเวียตนาม

                  ผมถามคำถามก่อนจากกันในวันนั้น
                          ว่าเดียนเบียนฟูอยู่ที่ไหน
                      เขาบอกว่าอยู่ไกลจากฮานอย
         ไปทางทิศตะวันตกประมาณสามร้อยกว่ากิโลเมตร
                          อยู่ใกล้ชายแดนลาวโน่น
                   ดีแล้ว  ที่ผมค้นหาในแผนที่ไม่เจอ
    หนึ่งในอนุสรณ์สงครามซึ่งไม่น่าจดจำสิ่งที่คนกระทำต่อกัน
       เพราะวีรกรรมของวีรบุรุษต้องมีผู้เสียสละอยู่ด้วยเสมอ



edit @ 10 Apr 2008 00:51:04 by rei*

edit @ 10 Apr 2008 00:55:20 by rei*

2008/Apr/08

                    



           

              
วันนี้ผมออกไปธุระส่วนตัวที่ห้างฯ แห่งหนึ่ง
เสร็จธุระตั้งแต่บ่ายเลยโต๋เต๋โฉบไปที่โรงหนัง
(โรงภาพยนตร์ตามห้างสรรพสินค้าน่ะแหละครับ)
เห็นแต่หนังเด็กๆ เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่
มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นหนังฝรั่งแนว 
Action  Thriller
ของโคลัมเบียเรื่อง   Vantage Point 
ชื่อไทยว่า   เสี้ยววินาทีสังหาร
เลยซื้อตั๋วเข้าไปดูครับ

            หนัง หรือ ภาพยนตร์  เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง
ที่มีเรื่องราวของมันและมีการถ่ายทำนำเสนอ
ส่วนจะถูกใจผู้ชมคนดูหรือไม่นั้น    นั่นก็แล้วแต่
ว่าตรงแนวที่ท่านชอบหรือเปล่า
และสร้างกันได้ดีขนาดไหน

            นานๆ จะได้ดูหนังใหม่ตามโรงภาพยนตร์
และไม่เคยเขียนโน๊ตเกี่ยวกับหนังที่ได้ดูเลย
จึงลองหยิบมาเขียนสักเรื่อง
เอาเรื่องนี้แหละ

                                                                             


            
เสี้ยววินาทีสังหาร (ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)
ถ้าท่านชอบหนังแนวแอ็คชั่น     มีตื่นเต้น   โลดโผน
ประเภทคนร้ายจับตัวประกัน
หรือต้องผจญกับพวกผู้ก่อการร้าย
การวินาศกรรม   ล่ะก้อ    เรื่องนี้ใช่ครับ
ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นการสังหารประธานาธิบดี


            ผมชอบคนพล็อตเรื่อง (ผู้แต่ง) เรื่องนี้ฮะ
เนื้อเรื่องหลัก  (
Main  Idea)  ธรรมดามากเลย
แค่เรื่องการสังหารประธานาธิบดี
ไม่มีอะไรแหวกแนว   พิสดารนักหนา
แต่เขาใส่ความสลับซับซ้อน
ซ่อนปมปริศนาลงไปในเรื่องมาก
ตัวเอกจะต้องพยายามคลายเงื่อนร่วมกับผู้ชม
และเข้าใจใส่ตัวละครต่างๆ เข้าไปร่วมในเรื่อง
นี่คือจุดเด่นของเนื้อเรื่อง

            การเดินเรื่องนำเสนอ
มาแปลกแหวกแนวไปเลย
เรามักได้ชมการนำเสนอไปเรื่อยๆ เป็นลำดับ
หรืออาจมีการเดินเรื่องย้อนกลับอดีตที่ผ่านมา

            แต่เรื่องนี้เมื่อมีการสังหารบุคคลสำคัญ
กล้องถ่ายทอดทีวี    นักถ่ายวิดิโอสมัครเล่น
เป็นหลักฐานสำคัญที่จะเป็นกุญแจไขปริศนา

  
            ต้องมีการย้อนรีวายด์เทปดูหลายครั้ง
เพื่อตรวจดูเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นและผ่านพ้นไป
ในหลายมุมต่างๆ กัน
ซึ่งแต่ละครั้งก็จะปรากฏชิ้นส่วนปริศนา หรือ จิ๊กซอว์ แต่ละตัว
ให้ค่อยๆ คิดเรียบเรียงหรือร้อยเรียงต่อกัน
จากความสับสนให้ชัดเจนขึ้น
หนังใช้เวลาส่วนนี้เกือบครึ่งเรื่อง
จนบางทีผู้ชมอาจรู้สึกว่าซ้ำซากน่าเบื่อได้

            


                   
หนังเรื่องนี้ต้องตั้งใจดู
พร้อมกับใช้ความคิดตามเนื้อเรื่องไปด้วย
เพราะผู้แต่งสร้างความซับซ้อนไว้มาก
จนยากจะคาดเดาเนื้อหาล่วงหน้า
แต่ก็ให้สาระความบันเทิงได้บางส่วน
เช่น  การปฏิบัติการจู่โจมสังหาร
ที่วางแผนไว้อย่างแยบยลล้ำลึก
ลวงหลอกฝายตรงข้าม
จนฝ่ายตั้งรับแม้เจนจัดก็ยากที่จะป้องกัน
ทั้งที่หักเหลี่ยมเชือดคมกันมาตลอด
และล่อหลอกแม้กระทั่งผู้ชมคนดูในโรงด้วย
ดูแล้วก็ให้นึกถึงตำราพิชัยสงครามของจีน


            การถ่ายทำสร้างได้ดีสมจริง
ผู้ชมระทึกเหมือนอยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น
ตัวเอกเป็นหน่วยคุ้มกันประธานาธิบดี
เมื่อผจญเหตุการณ์วิกฤติเช่นนี้
จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และพยายามคลายปมตามล่าหาตัวร้าย
ถ้าอดทนดูมาถึงตอนนี้
ความมันของ 
Action  Thriller  เริ่มแล้ว
และต่อเนื่องไปจนจบ
แทบทุกฉากถ่ายทำได้ดีสมจริงมาก
แต่ก็ต้องมีบ้างบางช็อตที่ (โอ) เว่อร์
ตัวเอกต้องกระดูกเหล็กจึงจะต่อกรกับกลุ่มตัวร้ายได้


            เหตุการณ์นี้เริ่มเดินเรื่องตั้งแต่ประมาณเที่ยงวัน
และจบเรื่องภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงของวันนั้น
แก่นของเรื่องคงมาจากแค่การเพลย์เทป
ดูแล้วก็ย้อนรีวายด์กลับไปกลับมาหลายเที่ยว
เท่านั้นเอง
แต่ใส่ความสลับซับซ้อนลงไปเยอะ
แถมด้วยพริก   มะนาว   น้ำปลา  และน้ำตาล
จนออกมากลมกล่อมได้เหมือนกัน

            ดารานักแสดงก็แสดงกันได้ดี
แต่ผมไม่สันทัดเลยไม่ทราบว่ามีชื่อเสียงหรือไม่
อดคิดไม่ได้ว่าถ้าได้  แฮริสัน   ฟอร์ด
เมล  กิ๊บสัน    หรือพ่อดายฮาร์ด  บรู๊ซ   วิลลิส
อาจจะเข้าท่าชวนดูมากขึ้น
แต่แฮริสัน   ฟอร์ด คงไม่เล่นเพราะอายุมากแล้ว
และเคยเล่นเป็นประธานาธิบดีมาแล้วใน 
Air Force 1


            ส่วนตัวผมขอบอก
แนะนำหนังเรื่องนี้สำหรับผู้ชมนิยมความคิด
มีจินตนาการตามไปด้วย
ท่านจะตั้งใจดูแทบไม่กระพริบตา
เพราะอยากร่วมค้นหาและไขปริศนาในเรื่อง

            แต่ถ้าท่านชอบแนวบู๊เผ็ดเด็ดเอาความมัน
อลังการงานเละสะใจชนิดวินาศสันตะโร
ประเภทพระเอกคนเดียวลุยแหลก
ฟาดฟันห้ำหั่นผู้ร้ายเป็นโขยงจนราบเรียบ
แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก

            เรื่องนี้ไม่ใช่แนวนั้นครับ
เรื่องนี้เป็นแนว 
Boxer  ที่ต้องใช้จังหวะฝีมือเอาชนะกัน
ไม่ใช่เดินหน้าลุยสไตล์
  Fighter

ผมชอบหนังเรื่องนี้ตรงที่

ผู้แต่ง   พล็อตเรื่องได้เก่งมาก
จากเรื่องราวธรรมดาแต่มากด้วยความสลับซับซ้อน

ฉากแอ็คชั่น   ที่ทำได้สมจริงน่าตื่นเต้น
ตัวเอกไม่เก่งเกินคนธรรมดามากไป

ดนตรีประกอบครับ
ทั้งเรื่องมีดนตรีประกอบเป็น
 Theme  ตื่นเต้นตลอดเรื่อง
ฟังแล้วสนุกและตื่นเต้นไปด้วย

ตัวแสดงผิวสีที่เป็นนักท่องเที่ยว
เหยาะภาพคุณธรรมจริยธรรมให้อเมริกันไว้ได้
และช่วยลดความรุนแรงของหนังให้น้อยลง

และ    ซิมเบี้ยนสมาร์ทโฟน  โซนี่ อีริคสัน
P990i 
ที่ตัวร้ายใช้
เจ้าโทรศัพท์มือถือฉลาดๆ นี่
เอาเทคโนโลยีไปใช้จุดชนวนระเบิด
และทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง   อย่างน่าทึ่ง
คราวหน้าขอเป็น  วินโดว์  โมบาย โฟน บ้างนะฮับ




ทีมผู้สร้าง
        โคลัมเบีย พิคเจอร์สร่วมกับรีเลทีฟวิตี มีเดีย

ภาพยนตร์โดยออริจินอล ฟิล์ม
“Vantage Point”


        นำแสดงโดยเดนนิส เควด
,

แมทธิว ฟ็อกซ์, ฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์, เอ็ดการ์ รามิเรซ,

อาเยเล็ต ซูเรอร์,
ซิเกอร์นีย์ วีฟเวอร์และวิลเลียม เฮิร์ต

        กำกับโดยพีต ทราวิส

        อำนวยการสร้างโดยนีล เอช. มอริทซ์

        เขียนบทโดยแบร์รี แอล. เลวี

        ผู้อำนวยการสร้างบริหารคือแคลลัม กรีน
,

ทาเนีย แลนเดาและลินวู้ด สพิงคส์

        ผู้กำกับภาพคืออาเมียร์ โมครี

        ผู้ออกแบบงานสร้างคือบริจิตต์ บรอช

        มือลำดับภาพคือสจวร์ต ไบรด์
,
เอ.ซี.อี.

        ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายคือลูกา มอสกา

        ดนตรีโดยแอตลี โอวาร์สัน






















           

2008/Apr/07



          หกโมงกว่าๆ ตอนเช้า     ถ่ายจากชั้นเจ็ดโรงแรมที่พัก
 

            
                
บริเวณตลาดถนนเก่า ๓๖ สาย
ที่นักท่องเที่ยวชวนกันไปซื้อของนั้น
เป็นแหล่งชุมชมดั้งเดิมของฮานอย
หรือเรียกว่าเมืองเก่านั่นเอง

            ทำให้ละแวกนี้มีถนนแคบ
มีวงเวียนเล็กๆ แบบสมัยก่อน
อยู่ติดสระน้ำใหญ่ที่ชื่อว่า  สระคืนดาบ

            โรงละครเก่าแก่
ที่เราไปดูการแสดง  หุ่นน้ำ 
(Water  Puppet)
ก็ตั้งอยู่แถวนี้ . . .    เห็นแล้วนึกถึงเฉลิมกรุง





                        หลังจากย่ำตลาดถนนเก่า ๓๖ สายมาได้พักใหญ่
                        ขาช็อปทั้งหลายก็มีอันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน
                        ผมรีบชะแว๊บมาแวะพักที่ร้านกาแฟร้านหนึ่ง
                        ที่เขาเคย 
Recommend  ไว้ว่าบรรยากาศดี

                                    ผมเลียบเคียงดูไว้ตั้งแต่แรก
                        ค่อนข้างจะเห็นด้วย
                        เพราะฝรั่งนักท่องเที่ยวชอบไปนั่ง
                        จิบกาแฟ    นั่งคุยกัน   มองวิวไปเรื่อยๆ


            ผมเลยเอามั่ง
ทีเด็ดของร้านนี้คือโลเคชั่น
อยู่หัวมุมติดถนนตรงวงเวียนพอดี
และมีระเบียงโล่งบนชั้นสองให้นั่งสัมผัสบรรยากาศ
เข้าใจจัดร้านดีแฮะ

            ผมมาอยู่ใต้ระเบียงนั่นแล้ว
แต่หาทางเข้าร้านไม่เจอ     เอ๊ะ
!!  อะไรกันเนี่ย
หลังจากหาโฟกัสใหม่จึงพบว่า
ร้านนี้ไม่มีชั้นล่างฮะ     อ้าวว
มีแต่ป้ายบอกให้ขึ้นบันไดไปหา 
Coffee


            แล้วผมก็ออกมาเลือกมุมสงบริมระเบียง
สั่งกาแฟฝรั่งมาหนึ่งถ้วย
เห็นมีแต่กาแฟฝรั่งคงเพราะฝรั่งมานั่งเยอะ






                                    บรรยากาศดีจริงๆ ครับ
                        ยามเย็นหลังกลับจากช็อปปิ้งรอเวลารวมพล
                        นั่งพักจิบกาแฟ  น้ำเย็นๆ    ปล่อยร่างกาย
                        คลายอารมณ์     ชมวิวทิวทัศน์ไปรอบๆ
                        เป็นการพักผ่อนเงียบๆ อีกแบบ

                                    ด้านหน้าผมเป็นวงเวียน
                        มองเห็นรถราและผู้คนอยู่ข้างล่าง
                        ด้านซ้ายมือคือสระคืนดาบ
                        ด้านขวาเป็นตลาดถนนเก่า ๓๖ สาย
                        ออกมานั่งตรงนี้ได้เห็นทั้งสามด้าน

                      



            ที่นี่  ฮานอย
 สมัยสงครามหลายสิบปีก่อนโน้น
 เมื่อเวียตนามยังเป็นสมรภูมิรบ
 มีเครื่องบินอเมริกันมาทิ้งระเบิด
 แถมด้วยฝนเหลืองหรือสารเคมีพิษ
 เพื่อทำลายเกษตรกรรมของคนเวียตนาม
 ให้อ่อนล้าเรื่องปากท้อง

            ผมเคยดูทีวีพบว่า
 อเมริกาทิ้งบอมบ์ในสงครามเวียตนาม
 มากกว่าระเบิดที่ทิ้งกันตอนสงครามโลกครั้งที่สองซะอีก

            ไกด์ชาวเวียตนามเล่าให้ผมฟังว่า
 เวียตนามก็ยิงเครื่องบินอเมริกาตกเยอะ
 ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีจรวดของรัสเซีย  แต่ชื่อแซม
 เป็น 
Missile  สำหรับต่อสู้อากาศยาน
 ที่ทำให้นักบินอเมริกันโดนสอยร่วงลงมาไม่น้อย
 สงสัยเวลายิงจะได้เรียกหาเครื่องของลุงแซม

                        ที่เขาภูมิใจมากเห็นจะเป็นเจ้าป้อมบินยักษ์ 
B-52
                       
เครื่องบินทิ้งระเบิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเวลานั้น
                        เค้าบอกสามารถยิง 
B-52 
ให้ร่วงได้
                        และปรากฏว่าเครื่องตกลงบริเวณสระคืนดาบนี่เอง

           



            เช็คบิล    ผมออกเสียงพร้อมท่าทางประกอบ
พนักงานขายรีบออกมาบริการ
กาแฟร้อนถ้วยนั้นราคาประมาณห้าสิบบาทไทย

            ผมหยิบธนบัตรไทย ๑๐๐ บาทหนึ่งใบส่งให้
โน่ว   เขาสั่นหน้าและบอกว่ารับเป็นยูเอสดอลล่าร์
ผมค้นกระเป๋าตังค์ใหม่
แย่ละซี    ในกระเป๋ามีแบ๊งค์เวียตนาม ๑๐
,
๐๐๐ ดุงอยู่หนึ่งใบ
คิดเป็นเงินไทยประมาณ  ๒๔-๒๕  บาท

นอกนั้นก็เป็นเงินไทยทั้งสิ้น    ทำไงดี

           
ไม่มีทางอื่น   ผมพยายามบอกเขาว่า
ผมไม่มียูเอสดอลล่าร์เลย     มีแต่เงินไทย
และผมต้องรีบไป
เขากลับไปที่แคชเชียร์ด้านในร้านพักนึง
กลับมาก็ยังยืนยันบอกรับแต่ยูเอสดอลล่าร์กับเงินดุ่ง

            ผมรีบส่งแบ๊งค์ร้อยไทยให้หนึ่งใบและต่อรอง
พยายามสื่อสารว่าทอนมาให้ผมเป็นเงินอะไรก็ได้
เค้ารับแบ๊งค์จากมือผมหายเข้าไปข้างในอีก
แล้วก็ออกมาสั่นหน้า    โน

                        คราวนี้แคชเชียร์สาวตามออกมาอีกคน
            ถามผมว่ามีบัตรเครดิตไหม    พวกวีซ่าการ์ด
            ผมค้นกระเป๋าอีกครั้ง
            โล่งอกไปที   ผมเอาบัตรเครดิตติดมาด้วย

                       
                        ทุกอย่างจึงเรียบร้อยโรงเรียนกาแฟไปได้
                        แต่ก็ทำให้ผมเสียเวลาไปไม่น้อย





            ผมรีบจ้ำอ้าวไปจุดนัดพบ
ฮ่า    ผมก็ยังไปถึงเป็นคนแรกๆ
(เพราะผมไม่ค่อยได้ซื้อของนี่ครับ)
แล้วนึกขำกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา

            ผมมาเที่ยวที่นี่แลกเงินดุ่งเวียตนามไว้นิดหน่อย
ส่วนใหญ่เป็นแบ๊งค์ย่อยๆ ตั้งใจจะให้เป็นทิป
บริจาคตามวัดที่ไปเที่ยว      ให้ขอทานบ้าง
หรือรางวัลแก่พวกเด็กๆ ที่ผมถ่ายรูป
ไม่ได้แลกเงินยูเอสดอลล่าร์ไว้เลย

            และผมก็ใช้เงินบาทไทยซื้อของที่ตลาดนี้ได้
เห็นรับทุกเจ้ายังไม่มีรายใดติดขัด
แถมสามารถทอนกลับมาได้
เป็นเงินบาทไทยหรือเงินดุ่งเวียตนามก็มี
แต่ก็ยอมรับว่าร้านกาแฟนี้ลูกค้าฝรั่งมาก
เค้าคงเชื่อใจยูเอสดอลล่าร์มากกว่า    ก็ไม่ว่ากัน

                        ผมรอดตัวมาได้เพราะเครดิตการ์ด
            ซึ่งตอนแรกอยู่ที่เมืองไทยก่อนออกเดินทาง
            ผมลังเลว่าจะเอาติดตัวไปหรือไม่ดี
            ตอนแรกจะไม่เอาไป
            เพราะไม่ตั้งใจจะไปซื้อของ
            และคิดว่าคงไม่ได้ใช้แน่นอนเพราะไม่อยากรูด
            ที่สำคัญคือผมเกรงว่าถ้าบัตรเกิดสูญหาย
            ปัญหาจะใหญ่กว่าทำหายที่เมืองไทย

                        ขนาดหายที่เมืองไทย
            เรายังต้องรีบอายัดบัตร    ไปแจ้งความที่โรงพัก
            ถ้าเกิดมาหายต่างประเทศนี่    เฮอออออ . . .
            ไม่อยากคิดเลย


            แต่มันก็ติดกระเป๋าผมมาจนได้
ด้วยเหตุผลเดียวจริงๆ คือ  เผื่อฉุกเฉิน
และมันเป็นเคสฉุกเฉินจริงๆ





หมายเหตุทิ้งท้าย-   วันนี้สภาพอากาศขมุกขมัวฝนโปรย
                            แบบว่าแทบไม่เจอแสงแดดเลย

    

edit @ 8 Apr 2008 00:20:26 by rei*

edit @ 8 Apr 2008 01:12:49 by rei*

2008/Apr/07



 
Museum of  HO CHI MINH  in Hanoi




                                  


                                    พิพิธภัณฑ์โฮชิมินท์

            ในกรุงฮานอย    เวียตนาม (เหนือ)

          วันที่ฟ้าชุ่มฉ่ำโปรยปรายด้วยละอองฝน




         + ให้ภาพชุดเล่าเรื่องราวในตัวเองดีกว่า +











































             From  rural  to  urban









 
           ภาพเมืองหลวงของทุกประเทศที่เคยไปพำนัก






























            



























                      



     Legend of the Heroes

    
วีรกรรมของวีรบุรุษ


































                    Outlook   Outside




















                                             Last  glance



 

edit @ 7 Apr 2008 19:13:56 by rei*

2008/Apr/05

ไดอารี่ขี้ลืม


ผมเพิ่งกลับจากฮานอย
ไปเที่ยวประเทศเวียตนามตอนเหนือมาครับ
ได้ไปชม Halong Bay และแหล่งมรดกโลกด้วย
ดีครับ . . . เป็นทริปที่ดีทริปหนึ่ง

คืนวันก่อนผมนอนดึก
อ่านหนังสือไป รอเวลาดูฟุตบอลยูฟ่าซะหน่อย
พอฟุตบอลจบก็ปิ๊งไอเดียเขียนหนังสือ ๒ เรื่อง
ที่จะเขียนถึงฮานอยทริปนี้
ตอนแรกตั้งใจจะบันทึกย่อไว้ก่อน
วันรุ่งขึ้นค่อยเอามาเขียน

แต่ความง่วงมากทำให้เปลี่ยนใจ
และอยากลองดูว่าวันต่อมาจะเขียนได้ไหม
แล้วก็ปิดไฟนอน

แหะ แหะ
จนถึงวันนี้ผมยังจำไม่ได้เลยครับ
ว่าไอเดียที่ผมสะดุดไว้ ๒ เรื่องคืนนั้น
ผมได้ความคิดอะไรไว้บ้าง

แต่คิดได้อย่างหนึ่งคือ
ถ้าคิดอะไรออกตอนไหนต้องรีบจดบันทึกไว้
ไม่งั้น . . . ก็จะลืมอย่างงี้แหละ


I write this article
and upload to myblog
by mobile phone and
mobile version, for testing only.


Zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz










2008/Apr/02




              Shopping ที่ถนน 36 สายใน Hanoi
            

                                                  
Good  Morning  VIETNAM

           


             
ถนน
36
สาย  แหล่งช็อปปิ้งสำคัญของฮานอย 
ประเทศเวียตนาม   เพื่อนบ้านไม่ไกลจากเรานี่เอง
นักท่องเที่ยวไม่ว่าชาติไหนที่ได้ไปเยือนฮานอย
เป็นต้องหาโอกาสเดินเที่ยวและเลือกซื้อของกัน

           
            มีเกร็ด ขำ ขำ มาเล่าสู่กันฟังฮะ
ว่านักท่องเที่ยวไทยช็อปปิ้งเก่งไม่แพ้ใคร
ขนาดที่ว่าพ่อค้าแม่ขายสามารถพูดภาษาไทย
จนพอสื่อสารต่อรองราคากันได้
ที่นี่ก็เหมือนกัน
ไม่เฉพาะในเวียตนามนะครับ
แต่หลายประเทศที่นักช็อปไทยชอบไปเชียวล่ะ
แถมเค้ารู้ด้วยว่าเราชอบไปช็อปปิ้งซื้อของ
มากกว่าไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวซะอีก (แน่ะ)
            ฮ่ะ    ฮ่ะ
ความจริงแล้วต้องบอกว่า
เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวตะหาก
            ฮิ    ฮิ


                      ได้พบเห็นนักท่องเที่ยวมากมาย
         หลายชาติหลายภาษาหนาแน่นอยู่ที่นั่น
         ต่อรองเลือกซื้อกันอย่างคึกคักทั้งคนซื้อคนขาย
         บรรยากาศดูแจ่มใสสนุกสนานดี  

            
                   ผมก็ไปเดินเที่ยว
         และว่าจะเลือกซื้อกับเขาเหมือนกัน
         แต่มีอยู่รายหนึ่งผมซื้อโดยไม่ต่อรองราคาเลย
         มันเป็นยังไงต้องอ่านต่อครับ . . . 



                               
อันที่จริง
                    ผมไม่ใช่นักช็อปตัวจริงหรอกครับ
                    แต่ไฮไลท์แหล่งดังๆ
                    อย่างนี้ก็ไม่ควรพลาด
                    ที่จะไปเดินเที่ยวเดินชม
                    ดูของบ้านเขาไปเรื่อยๆ
                    อย่างน้อยก็เป็นข้อมูล
                    ให้กับคนอื่นที่ยังไม่เคยมา
                    สินค้ามีมากมายหลายหลากให้เลือก
                    รองเท้า  กระเป๋า  เสื้อผ้า
                    ของที่ระลึก  ฯลฯ 
                    เรียกว่าจิปาถะรวมกันอยู่ในแหล่งนี้
                    ซึ่งมีหลายเกรด   หลายราคา
                    ทั้งของพื้นเมือง
                    และของก็อปเลียนแบบแบรนด์ดัง


                     ก็เหมือนทุกแห่งที่ต้องใช้วิจารณญาณ
                     ในการชม   ในการพิจารณาด้วย

             
                                   ผมเดินท่องไปเรื่อยๆ
                     ตามฟุตบาทริมถนน
                     นอกจากร้านค้าข้างทางแล้ว
                     ฟุตบาทหน้าร้านก็ยังมีผู้ค้ารายย่อย
                     มาตั้งแผงเล็กๆ ขายกันอยู่เต็มไปหมด
                     อันนี้เหมือนเมืองไทยแฮะ
                     คิดๆ ดูเฉพาะที่นี่
                     วันนึงๆ เงินคงสะพัดน่าดู


                                

 
                               





            
แล้วก็มาสะดุดแม่ค้าแผงเล็กเจ้าหนึ่ง
ที่สะดุดเพราะเป็นคนแคระแกรน
และร่างกายพิการนั่งอยู่อย่างเงียบเหงา
สินค้าที่ขายบนแผงก็เล็กๆ น้อยๆ ไม่ดึงดูด
ผมเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจเหมือนคนอื่น
เข้าไปดูของในร้านค้าถัดไปเรื่อยๆ
แต่ก็อดเหลียวกลับมามองดูเป็นระยะๆ ไม่ได้
ยังเห็นเขานั่งเงียบเหงาเหมือนเดิม


                              หลังจากเดินเที่ยว
                    และชมสินค้าจนหมดเวลาแล้ว
                    ผมก็เดินกลับมาทางเดิมอีก
                    ผ่านแม่ค้าพิการคนเก่า
                    เห็นยังนั่งเงียบเหงาอยู่เช่นเดิม
                    คราวนี้ผมจึงหยุดแวะ . . . .


                               นอกจากเป็นคนแคระแกรนแล้ว
                    เขายังหูหนวกอีกด้วย
                    มีป้ายกระดาษว่า 
DEAF 
เขียนบอกไว้
                    ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาดู
                    เพราะในใจคิดว่าเจ้าตัวเขาคงไม่ยินดี
                    หรือไม่อาจปฏิเสธแต่ก็คงรู้สึกไม่ดี
                    และรูปเค้าผมว่าไม่น่าดูเท่าไหร่


            คนพิการไม่ว่าที่ไหน
เป็นคนด้อยโอกาส (โดยไม่ตั้งใจ)
เหมือนถูกลืมคล้ายเป็นคนชั้นสามของสังคม
รองจากคนชราซึ่งเป็นคนชั้นสองไปแล้ว
ที่เมืองไทยปกติผมไม่เล่นไม่ซื้อล็อตเตอรี่
แต่เมื่อเห็นคนตาบอดขายล็อตเตอรี่
ผมอาจซื้อ  
คิดว่าแค่ทำบุญทำทานกับเขาเท่านั้นเอง
และจะเลือกซื้อรายที่ควรซื้อ
คือขายในราคาไม่เอาเปรียบคนปกติไม่พิการ


                          เมืองไทย    คนไทยเราใจบุญ
             พบเห็นคนให้ทานผู้ด้อยโอกาสบ่อยมาก
             ผมเชื่อว่าคนจิตใจดีมีมากมายในบ้านเรา
             ช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย
             สังคมเราพอประทังอยู่กันได้


            ตอนนี้ผมกำลังพบประสบการณ์ตรงอีกครั้งที่นี่
ใจผมอยากอุดหนุนช่วยเค้าบ้าง   
ไม่ได้คาดหวัง
ว่าจะต้องได้อะไรตอบแทนที่คุ้มค่ากันและกัน
เค้าก็คงรอความหวังจากผมอยู่แล้ว
และเค้าผ่านการทดสอบวิธีส่วนตัวของผมว่า
หูหนวกจริง



                                                    



                                      ผมมองดูว่า
                        มีอะไรพอช่วยซื้อได้บ้าง
                        ในแผงเล็กๆ นั้น
                        มีแต่ของที่ระลึกพื้นเมืองกระจุกกระจิก
                        เช่น  เซรามิคสัญลักษณ์เวียตนามติดตู้เย็น
                        ที่คั่นหนังสือสไตล์พื้นเมือง
                        ภาพเขียนโปสการ์ดพื้นเมือง
                        พร้อมซองจดหมาย   ฯลฯ
                        ไม่มีอะไรโดดเด่นกว่ารายอื่นร้านอื่น


            ผมเห็นว่าเซรามิคแม่เหล็กติดตู้เย็น
มีราคาขายถูกกว่าอย่างอื่น
และผมก็อยากได้มาไว้เป็นที่ระลึก
จึงส่งภาษามือกันเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันแฮะ
แต่ก็สนุกดีแบบ ขำ ขำ      เมื่อผมตกลงซื้อ
เค้าก็หยิบใส่ถุงให้อย่างพิถีพิถันพร้อมท่าทางขอบคุณ
ผมเห็นดวงตาของเขาสดใสขึ้น
ผมก็ยิ้มๆ แล้วโบกมือลา
เขายิ้มทำท่าทางว่าให้ผมโชคดี


                      แล้วผมก็เดินจากมา
             ทั้งผมและเขาต่างมีเส้นทางต้องก้าวเดินต่อไป
             ในใจผมบอกเขาว่า
             ผมจะโชคดีหรือไม่   ผมไม่รู้หรอก
             แต่วันนี้คนที่โชคดีไม่ใช่ผม
             เค้าต่างหากโชคดี . . . ที่ได้พบคนอย่างผมไง


                     
                                 





              *      *      *      *

 

edit @ 2 Apr 2008 20:13:10 by rei*

2008/Mar/29




             สะเก็ดตำนานจากนครวัต 

 

 

Casting

นาค
          เป็นงูใหญ่ในตำนานเล่ากันว่าปฐมกษัตริย์ของขอม
ถือกำเนิดจากธิดาพญานาคที่ได้สมสู่กับพราหมณ์อินเดีย
ภายหลังพญานาคจึงได้เป็นผู้ปกปักรักษาอาณาจักรขอม
และรักษาศาสนสถานด้วย

          นาควาสุกรี      หมายถึงนาคที่มี ๗ เศียร
          นาคมุจรินทร์    หมายถึงนาคที่มี ๕ เศียร

อาศัยอยู่บริเวณสระมุจรินทร์
ช่วงที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในเวลา ๔๕ วัน
ได้ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นจิกริมสระน้ำ
จู่ๆ ฝนก็ตกหนัก
พญานาคได้เลื้อยขึ้นมาจากสระน้ำ
ทำการแผ่พังพานเพื่อปกคลุมพระวรกายของพระพุทธองค์
มิให้ต้องฝนและเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก


พญานาค หรืออนันตนาคราช
          มีตำนานหลักฐานในคัมภีร์ปุราณะ  กล่าวไว้ว่า
เป็นบุตรของ พราหมณ์กศยป กับ นางภัทรุ
และเป็นพี่น้องร่วมบิดากับพญาครุฑ
อนันตนาคราช เป็นพาหนะของพระวิษณุหรือพระนารายณ์
โดยอยู่ในลักษณะขดเป็นแท่นบัลลังก์
เพื่อให้พระนารายณ์บรรทม
ด้วยลักษณะเช่นนี้เองเป็นที่มาของพระนารายณ์บรรทมสินธุ์


พญาครุฑ
          จัดว่าเป็นเจ้าแห่งนกทั้งหลาย
ลักษณะคือมีปีก  หัว  เล็บ  และปากเหมือนนกอินทรีย์
แต่มีลักษณะร่างกาย  แขน  ขา  เหมือนมนุษย์
มีกายสีทอง   ปีกสีแดง   หน้าขาว
เป็นบุตรของ  พราหมณ์กศยป กับ นางวินตา
และเป็นพาหนะของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ด้วย



                    Directing

         
ตามตำนานว่า นางวินตา ได้วิวาทกับ นางภัทรุ
ซึ่งเป็นมเหสีฝ่ายขวาของพราหมณ์กศยป
และผลสุดท้ายนางภัทรุเป็นฝ่ายชนะ
ทำให้นางวินตาต้องอยู่ภายใต้อำนาจของนางภัทรุ
พญานาค หรือ อนันตนาคราช ซึ่งเป็นบุตรของนางภัทรุ
ปรารถนาน้ำอมฤตเพื่อไถ่ถอนความเป็นอิสระ
จึงได้ให้พญาครุฑซึ่งเป็นลูกของนางวินตา
ไปขโมยน้ำอมฤตจากเทวดา
แต่บังเอิญพระอินทร์ผ่านมาเห็นเข้าพอดี
จึงรีบติดตามเพื่อเอาน้ำอมฤตกลับคืนมา
ทั้งคู่ต่อสู้กันแล้วพระอินทร์เป็นฝ่ายแพ้
จึงไปเล่าเรื่องราวแก่พระวิษณุหรือพระนารายณ์
พระวิษณุจึงเสด็จลงมาปราบพญาครุฑ
แต่การสู้รบระหว่างพระวิษณุ กับ พญาครุฑ
ไม่สามารถเอาชนะกันได้
สุดท้ายต้องทำสัมพันธไมตรีรวมกันทั้งสองฝ่าย
โดยมีเงื่อนไขว่า
ทุกสถานที่ที่พระวิษณุประทับต้องมีพญาครุฑอยู่สูงกว่า
แต่เวลาพระวิษณุเสด็จไปไหนก็ให้พระวิษณุอยู่สูงกว่า
นั่นหมายถึง  พระวิษณุหรือพระนารายณ์ ทรงครุฑ


                
*       *       *

         
         

edit @ 29 Mar 2008 00:49:39 by rei*

2008/Mar/28



 

       SIEMREAP  in  memory

             
ปี พ.ศ. ๒๕๕๐    ประมาณเดือนพฤศจิกายน
ผมได้ร่วมคณะทัวร์ไปเที่ยวนครวัตที่เขมร
นครวัตที่เราเคยได้ยินกันมานานว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
และอยู่ที่เขมรประเทศเพื่อนบ้านไม่ไกลจากเรานี่เอง
ผมจึงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมสักครั้ง

          นครวัต ...หนึ่งในไฮไลท์ของแหล่งท่องเที่ยวที่เขมรนั้น
ตั้งอยู่ในเขตจังหวัด 
SIEMREAP

อดีตจะชื่อ  เสียมราฐ  หรืออะไรผมไม่กล้ายืนยันนะครับ
ซึ่งถ้าดูแผนที่ประเทศเขมรจะพบว่ากรุงพนมเปญเมืองหลวงนั้น
อยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศใกล้กับเวียตนาม
แต่ 
SIEMREAP  อยู่ทางด้านตะวันตกค่อนมาทางประเทศไทย
และจังหวัดที่รายรอบอยู่นั้นก็มี   พระตะบอง    โพธิสัตว์    ศรีโสภณ

          เราเข้าเขมรทางบกที่ด่านคลองลึก  อรัญญประเทศ
เดินทางโดยรถบัสข้ามพรมแดนสู่เมืองปอยเปต
แล้วมุ่งตรงไป 
SIEMREAP
  ใช้เวลา ๔-๕  ชั่วโมงกับระยะทาง  ๑๕๐  กิโลเมตร
ด้วยสภาพถนนส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังที่ขุขระไปด้วยหลุมบ่อ


          เรื่องนครวัตมีให้อ่านกันมากมายและหลากหลายแล้ว
ผมจึงไม่เล่า ...    แต่จะเล่าถึงเมือง 
SIEMREAP

เมืองที่ผมไปพักค้างอยู่สองคืนและท่องเที่ยวไปตอนกลางวัน
SIEMREAP
  เป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งคงเทียบได้กับจังหวัดเล็กๆ
หรือเมืองเล็กๆ ของเรา
แต่ด้วยอานิสงค์ของแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงระดับโลก
ทำให้ 
SIEMREAP
  เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของเขมร
และเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในเขมรด้วย

            เมื่อผมเดินท่องไปในตลาดและตัวเมือง
ก็มีความรู้สึกเหมือนได้เดินตามต่างจังหวัดบ้านเรา
เนื่องจากผู้คนก็ดี    วัดวาอารามในเมือง    ตึกรามบ้านช่อง
สภาพถนนหนทาง   เรียกว่าคล้ายคลึงกันมาก
จนแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง
นอกจากภาษาพูดภาษาเขียนเท่านั้นที่แปลกไป

 <